เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 15.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายเวนไค จาง (Mr. Wencai Zhang) กรรมการผู้จัดการธนาคารโลก(Managing Director, World Bank Group) เพื่อหารือเชิงเทคนิคด้านยุทธศาสตร์การค้า การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบของไทย
ในโอกาสนี้ นายวีระพงษ์ ได้กล่าวย้ำในนาม "ทีมไทยแลนด์" ถึงความพร้อมของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-WBG Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นผลงานสำคัญที่ขับเคลื่อนโดยทีมไทยแลนด์อย่างใกล้ชิด
การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ทิศทางนโยบายการค้าของไทย โดยผู้แทนการค้าไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายระดับโลก 4 ประการ (4Ds) ได้แก่ การลดคาร์บอน (Decarbonization) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Change) การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) นายวีระพงษ์เน้นย้ำว่า ท่ามกลางบริบทโลกที่แตกแยก ประเทศไทยในฐานะประเทศระดับกลาง (Middle Power) จำเป็นต้องปรับตัวและกระจายความเสี่ยง (Diversify) โดยการแสวงหาพันธมิตรใหม่ที่ไว้ใจได้
วาระเร่งด่วนที่สำคัญที่สุดคือ การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัจจุบันสามารถหาข้อสรุปได้แล้ว 11 จาก 24 บท และกำลังจะเข้าสู่การเจรจารอบที่ 9 ที่กรุงบรัสเซลส์ โดยไทยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสูง ทว่าต้องเป็นข้อตกลงที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive deal) ทั้งนี้ นายวีระพงษ์ได้ใช้โอกาสนี้หารือเชิงลึกกับธนาคารโลก เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ (Thought Leadership) ในการร่วมออกแบบและวิเคราะห์กลไก "กองทุนเอฟทีเอ" (FTA Fund) เพื่อนำแนวปฏิบัติที่ดีระดับโลก (Best practices) มาปรับใช้ในการช่วยเหลือ เยียวยา และยกระดับขีดความสามารถให้แก่เกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการ SMEs ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดและการยกระดับกฎระเบียบใหม่ๆ ซึ่งทางธนาคารโลกยินดีที่จะนำประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี (Best practices) มาแบ่งปันให้กับฝ่ายไทย
นอกจากนี้ ผู้แทนการค้าไทยได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งรัดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 โดยใช้กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law) และการปฏิรูปกติกาภายในประเทศ (Domestic Reformer) ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิคอย่างเข้มข้นจาก 25 คณะกรรมการของ OECD เพื่อเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยกระดับความโปร่งใส และนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/165167