ผู้ตรวจราชการ กษ. "พงศ์ไท" ร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้สมัยพิเศษ (Special AMAF)

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (SOM-AMAF) เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้สมัยพิเศษ (Special AMAF) เพื่อหารือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ของแต่ละประเทศสมาชิก ตลอดจนพิจารณาแนวทางความร่วมมือและมาตรการตอบสนองร่วมกันในระดับภูมิภาค

    ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความผันผวนของตลาดพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย และต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของเกษตรกร ปริมาณผลผลิตทางการเกษตร และเสถียรภาพของอุปทานอาหาร ทั้งนี้ ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในสัดส่วนสูง (ประมาณร้อยละ 95 – 99 ของความต้องการภายในประเทศ) เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของอุปทานอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยได้ดำเนินมาตรการแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาปุ๋ยใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน: มุ่งเน้นการบริหารจัดการอุปทานปุ๋ยให้เพียงพอ และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต ระยะสั้น: ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตระยะกลาง: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาดิน การใช้พลังงานหมุนเวียนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG) และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนต่ำในการเสริมสร้างความยั่งยืนของภาคการเกษตรในระยะยาว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ความพร้อมของปุ๋ย และต้นทุนการผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพด้านอาหารของภูมิภาค รวมถึงหารือเกี่ยวกับรายละเอียดการเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรี เพื่อสะท้อนจุดยืนและความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

    พร้อมกันนี้ ประเทศไทยได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาการไหลเวียนของสินค้า โดยเฉพาะอาหาร ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ของอาเซียน อาทิ ระบบสำรองอาหารฉุกเฉินอาเซียน (AFSRB) กลไกสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านอาหารและเกษตรของอาเซียน (AFSIS) รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือข้ามสาขา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในระดับภูมิภาค


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar