นายกฯ สั่งมหาดไทย ใช้ Single Command รับมือวิกฤต “เศรษฐกิจ มั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม” บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน

(22 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง รวมทั้งการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ของประเทศ เพื่อร่วมกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแม้ว่าประเทศจะมีปัญหาหรือมีวิกฤตการณ์ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะใช้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนงานภารกิจดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ขอให้ทุกหน่วยในกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เต็มที่ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมในภัยพิบัติในห้วงต่อไปด้วย
การดำเนินการที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมีความพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ ทั้งในเชิงป้องกันและการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ต้องอาศัยการใช้งบประมาณของราชการไปจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์มักจะตรงไปที่การดูแลเยียวยาประชาชน แต่หากมองในภาพรวมงบประมาณที่ใช้ไปกับการเยียวยาเหล่านั้นแทบจะไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดังนั้นการจ่ายเงินเยียวยาจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่จะต้องทำคือจะต้องหาแนวทางป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัด การบังคับใช้กฎหมาย กำกับควบคุมดูแลไม่ให้คนในพื้นที่กระทำการผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบริหารราชการโดยไม่รอส่วนกลาง ทั้งนี้ขอให้จัดกลุ่มงาน เพื่อรับการสนับสนุนการทำงานอำนวยความสะดวกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ โดยแบ่งเป็น 4 ภัยหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม
ด้านเศรษฐกิจ การรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายทำให้ประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวกผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมัน ซึ่งได้บูรณาการบริหารจัดการ ควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย  โดยเฉพาะ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ศึกษาเรื่องมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิดปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต
ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะ “รัฐบาลของจังหวัด” เตรียมการอำนวยความสะดวกประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตามที่รัฐบาลจะมีมาตรการในระยะอันใกล้นี้ รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด โดยกรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนการผลักดัน “รถพุ่มพวง” ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคายุติธรรมสู่ชุมชน และลดค่าครองชีพทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจากการสำรวจของฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอ 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีรถพุ่มพวงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง สามล้อ และรถยนต์ รวมกว่า 22,302 คัน และรถจักรยานยนต์กว่า 10,377 คัน พร้อมทั้งได้จัดเก็บข้อมูลตลาดนัดและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนมาตรการ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม 
ด้านความมั่นคงและสังคม การแก้ไขและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” บูรณาการความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เน้นการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร เป็นหนึ่งเดียวกัน มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมแก่ประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่
ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ถือเป็นนโยบายที่ได้มอบให้ทุกจังหวัดได้ถือปฏิบัติโดยเร่งด่วน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็น “Single Command” สั่งการควบคุมสถานการณ์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูง บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมไปถึงฝ่ายทหาร พลเรือน และความมั่นคง โดยวางแผนการควบคุมสถานการณ์บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ประสานกับตำรวจ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาทิ กรมป่าไม้ 
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งการลักลอบจุดไฟเผาป่าต้องไม่เกิดขึ้นและต้องดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ขอให้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดทำแนวกันไฟ ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอุปกรณ์และสรรพกำลังในการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงหรือเข้าถึงยาก ซึ่งมีอากาศยานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่พร้อมเข้าถึงพื้นที่ นอกจากนี้ได้ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทัพ พร้อมสนับสนุนยานพาหนะปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง ประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการใช้ข้อมูลเทคโนโลยี ติดตามหาจุดความร้อน “Hotspot” เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ และสามารถเข้าไปดับไฟ
ได้อย่างทันท่วงที ขอให้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการป้องกันไฟป่า เช่น การนำแนวทางภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามแนวคิด “ป่าเปียก” ที่มีแหล่งน้ำคลองไส้ไก่ สูบน้ำขึ้นไปยังที่สูงแล้วปล่อยลงมาให้ป่าเปียกชุ่มน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ใบไม้แห้งเกิดความชื้นเปียก ลดโอกาสเกิดไฟป่าหมอกควันได้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อว. และ ดีอี นำระบบ Gistda มาใช้ติดตามระบุพื้นที่มีการปลูกพืชผลทางการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน หากผลผลิตเกิดจากการเผาป่าหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม จะไม่อนุญาตให้นำเข้า หากมีการลักลอบนำเข้ามา ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยไม่มีประโยชน์แอบแฝงเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยคำนึงถึงถึงชาวบ้านและประเทศชาติสูงสุด
ส่วนการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย และพายุฤดูร้อน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เตรียมการวางแผนให้พร้อม ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำกับดูแลการสร้างแนวกันดิน บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จัดการไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ขยะมูลฝอย ซากพืช กีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลลงไปแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำสายหลักได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องวางแผน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่จะเกิดในพื้นที่ได้ และขอให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้า การประปา องค์การตลาด องค์การจัดการน้ำเสีย หากมีเรื่องจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ขอให้ดำเนินการทันทีไม่รีรอ ถือว่าเป็น “CSR” โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรหรือ “KPI” ขององค์กร สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครดิตที่จะทำประโยชน์ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก และช่วยเหลือประเทศชาติเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศ หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้น ไม่มีนาย และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อประชาชน
ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เดินหน้าเชิงรุกบูรณาการผู้ว่าราชการจังหวัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากสาธารณภัยตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยการสู้ไฟป่า-PM2.5 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ปฏิบัติการดับไฟแล้วกว่า 288 เที่ยวบิน ใช้น้ำกว่า 8.6 แสนลิตร กำชับจังหวัดบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด “จับจริง” ผู้ลักลอบเผาป่า สนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกลและเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ทันที การรับมือพายุฤดูร้อนได้สั่งการจังหวัดตรวจความแข็งแรงสิ่งปลูกสร้าง/ป้ายโฆษณา เตรียมความพร้อม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และอาสาสมัครกู้ภัย เข้าช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง ส่วนงบประมาณและการเยียวยา ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองราชการฯ ช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เร่งประสานกรมบัญชีกลาง จ่ายเงินชดเชยให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด สำหรับการเตรียมความพร้อมเชิงรุก ได้จัดฝึกซ้อมแผนเสมือนจริง (Drill) 4 จังหวัดทุกภูมิภาค เร่งพัฒนาระบบสื่อสารสำรองและการบริหารศูนย์พักพิงชั่วคราว เน้นย้ำจังหวัดตรวจสอบข่าวปลอม และเร่งแจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบทันที


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar