กรมควบคุมโรค เตือนอากาศร้อนจัดระวังฮีทสโตรก จมน้ำ พิษสุนัขบ้า

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชน ในช่วงที่อากาศร้อนจัด อบอ้าวทำให้มีความเสี่ยงต่อการป่วยจากภาวะอากาศร้อนได้ง่าย โดยเฉพาะโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ซึ่งเกิดจากภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิความร้อนสูงมาก เกินกว่า 40 องศาเซลเซียส จนร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ ทำให้มีอาการต่าง ๆ เช่น ตัวร้อน แต่ไม่มีเหงื่อออก วิงเวียน ปวดมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ภาวะขาดน้ำ หัวใจเต้นแรง เป็นลม อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น พูดจาสับสน หรือหมดสติ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วย เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนน้อย ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ผู้ป่วยเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับการป้องกันโรคลมแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ ควรปฏิบัติดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป 2. ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้นหากทำกิจกรรมกลางแจ้ง 3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 4. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่อากาศร้อน อับ ออกกำลังกายหรือทำงานหนักในสภาพอากาศร้อน 5. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่ใส่เสื้อผ้าสีทึบดำ 6. ห้ามทิ้งใครไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพระรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10 – 20 นาที 7. ไม่ควรอยู่กลางแจ้งคนเดียว ควรอยู่เป็นกลุ่ม เพราะหากมีอาการผิดปกติจะได้มีคนช่วยเหลือได้ทัน หากพบเห็นผู้มีอาการของโรคลมแดด ขอให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มหรือห้องที่มีความเย็น ให้ผู้ป่วยนอนราบยกขาสูง คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน และให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที 

นอกจากนี้ ในช่วงฤดูร้อนยังพบการจมน้ำบ่อยขึ้น นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์การจมน้ำในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม - พฤษภาคม) ย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2559 - 2568 พบมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 964 ราย โดยกลุ่มอายุ 45 – 59 ปี มีสัดส่วนเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดเทอมการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำตลอดทั้งปี สาเหตุหลักของการจมน้ำ พบว่าเกิดจากการเล่นน้ำ ร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ 12.00 – 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ ร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 สะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก

การป้องกันการจมน้ำสามารถทำได้ หากประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ การปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางน้ำ (เช่น ป้ายคำแนะนำ คำเตือน) และงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนหรือระหว่างทำกิจกรรมทางน้ำ โดยกรมควบคุมโรคได้รณรงค์ผ่านข้อความสำคัญ (Key Message) “ชูชีพ - กฎ - งดดื่ม”เพื่อสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยทางน้ำ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือและปฐมพยาบาลผู้ตกน้ำ จมน้ำอย่างถูกต้อง รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ในการสำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เด็กและประชาชนได้เรียนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด และฝึกทักษะช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) พร้อมเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขอความร่วมมือประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น 

อีกทั้งในช่วงอากาศร้อนจัดยังพบโรคพิษสุนัขบ้า โดยนายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus) พบมากในสุนัขและแมว รองลงมาคือ โค กระบือ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัด ข่วน หรือสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อผ่านทางแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ แม้ประเทศไทยจะมีระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคที่เข้มแข็ง แต่ยังพบผู้เสียชีวิตจากการไม่เข้ารับการรักษาทันทีหลังสัมผัสโรค บางรายเข้าใจผิดว่าแผลเล็กน้อยหรือเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านจึงไม่น่ามีความเสี่ยง บางรายคิดว่าการเข้ารับการฉีดวัคซีนใช้เวลานาน เสียเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตได้ ในปี 2569 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย รายที่ 1 เกิดจากความชะล่าใจคิดว่าแผลเล็กน้อย หรือเป็นลูกสุนัขจะไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนรายที่ 2 กลัวเสียเวลาจึงไม่เข้าพบแพทย์ และไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

สำหรับระยะฟักตัวหลังได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการป่วยขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่รับเชื้อ ลักษณะแผล ปริมาณของเชื้อที่ได้รับ และการล้างแผลหลังถูกกัด ข่วน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน บางรายอาจนานถึง 1 ปี หากปล่อยจนผู้ติดเชื้อแสดงอาการแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ต้องเสียชีวิตทุกราย โดยอาการที่แสดงส่วนใหญ่มักมีไข้ ปวดศีรษะ คันรุนแรงบริเวณบาดแผล คลุ้มคลั่ง กลัวแสง กลัวลม กลืนน้ำ กลืนอาหารลำบาก

ขอให้ประชาชนระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้ “คาถา 5 ย.” คือ 1. อย่าแหย่  อย่าแหย่ให้สุนัขโกรธหรือโมโห  2. อย่าเหยียบ อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้ตกใจ 3. อย่าแยก อย่าใช้มือเปล่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกัน 4. อย่าหยิบ อย่าหยิบชามอาหารของสุนัขขณะกำลังกิน 5. อย่ายุ่ง อย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่รู้จักหรืออยู่นอกบ้าน รวมถึงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติ นอกจากนี้ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรือซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า และไม่ควรชำแหละ หรือรับประทานสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หากถูกสุนัข กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบ “ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ” คือ ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำ และสบู่นาน 10 - 15 นาที ใส่ยาฆ่าเชื้อ รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบชุด กักสัตว์เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสัตว์เสียชีวิตให้ส่งสัตว์ตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า และที่สำคัญอย่าชะล่าใจ โรคนี้หากไม่ได้รับวัคซีนและแสดงอาการจะเสียชีวิตทุกราย 

ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้า ป้องกันได้ หากเข้ารับวัคซีนทันเวลา ขอความร่วมมือเจ้าของสัตว์เลี้ยงรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการฉีดวัคซีนและควบคุมสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม ขอให้ประชาชนปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืน 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar