นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

(9 มี.ค. 69) ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ด้านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและมาตรการรองรับผลกระทบในมิติต่าง ๆ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน ร่วมชี้แจง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านพลังงาน 
ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลมากที่สุด โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณน้ำมันสำรองอย่างเข้มข้น ยืนยันว่าปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังอยู่ที่ 95 วัน และได้เตรียมมาตรการรองรับในหลายมิติ ทั้งด้านการจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ และการบริหารจัดการเชิงระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานสูงสุด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจากกระแสข่าวเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ในบางช่วงเวลาอาจเกิดความหนาแน่นที่สถานีบริการจากการแห่เติมน้ำมันพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัญหาด้านการขนส่งและกระจายสินค้า ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน ด้านมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนน้ำมันนั้น หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดประสบปัญหาในการจัดซื้อน้ำมันจากผู้ค้าเดิม สามารถนำหลักฐานใบสั่งซื้อน้ำมันย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัดเพื่อให้สามารถซื้อน้ำมันได้ตามปกติเฉกเช่นที่ผ่านมา

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งการให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งจะช่วยยืดปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศได้เพิ่มอีก 7 วัน และเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติม คือการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 คาดว่าจะมีผลภายในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งสอดรับกับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ออกมาพอดีในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ด้วย รวมทั้งจะส่งเสริมการใช้ E20 โดยจะเตรียมปรับราคาให้มีส่วนต่างกับ E10 มากขึ้นเพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนใช้ E20 มากขึ้น

นอกจากนั้น ในส่วนของการผลิตไฟฟ้า ได้จัดหาก๊าซธรรมชาติทดแทนในส่วนที่ไม่สามารถส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เรียบร้อยแล้ว และยังเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย การนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้น ทั้งหมดเทียบเท่ากับปริมาณ LNG ประมาณ 2 ลำเรือ จึงขอยืนยันว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลนแน่นอน และยังตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือน (เมษายน - พฤษภาคม) 

พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือภาครัฐและประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส การตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการกินน้ำมัน รวมทั้งพิจารณาการให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) แต่ขอให้คำนึงถึงผลกระทบร้านค้าในบริเวณที่ทำงานประกอบด้วย ทั้งหมดนี้คือมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้เตรียมดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณามาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการดำเนินชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น

ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็น เนื่องจากสินค้าหลายรายการเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการที่จะขอปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต้นทุนและโครงสร้างราคามาให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคา โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าราคาสินค้าต้องเป็นธรรม และปริมาณสินค้าต้องเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วน และได้มีเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพมหานคร–กรุงโดฮา เพื่อพาผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางกลับแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามความเป็นไปได้ของเส้นทางกรุงโดฮา–กรุงเทพมหานคร อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับประเทศไทยได้ ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ขณะนี้คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองกุม จำนวน 29 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจะมีคนไทยอีก 23 คน ที่เดินทางออกจากอิหร่านพร้อมกันกับคณะดังกล่าว เดินทางถึงกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ระหว่างประสานการเดินทางไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประสานงานอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และมอบสิ่งของจำเป็นแก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจอร์แดน รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังปิดน่านฟ้า เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และตุรกี โดยรวมแล้วมีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยรวม 322 คน และรัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย

ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการประท้วงหรือชุมนุมในสถานที่เสี่ยงในประเทศที่มีความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัยของตนเอง พร้อมย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของทุกภาคส่วน แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ

นายสีหศักดิ์ กล่าวภายหลังให้การต้อนรับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่านกลุ่มแรก ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า ดีใจที่คนไทยกลุ่มแรกที่อพยพจากอิหร่าน ผ่านตุรกี ถึงไทยอย่างปลอดภัย ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ดูแลการเดินทางเป็นอย่างดี โดยในวันที่ 10 มีนาคม 2569 จะมีคนไทยจากอิหร่านอีก 75 คน เดินทางจากกรุงเตหะราน โดยรถยนต์ผ่านเข้าชายแดนตุรกี และเดินทางกลับประเทศไทย รวมถึงขอบคุณรัฐบาลอิหร่าน ในการประสานทำให้การเดินทางของคนไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอบคุณการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และสำนักงานตรวจเข้าเมือง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถผ่านพิธีการเข้าเมืองด้วยความเรียบร้อย และรวดเร็ว 

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,043 คน โดยมีแรงงานแจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 941 คน ขณะนี้มีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้ว 1 คน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และยังมีแรงงานไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับจากอิหร่านจำนวน 41 คน ซึ่งมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 10 มีนาคม 2569 จากซาอุดีอาระเบีย 205 คน และจากอิสราเอล 23 คน ซึ่งรอกำหนดการทางเดินทางกลับ ภายหลังแรงงานไทยเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การอำนวยความสะดวกและรับแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบลงทะเบียน โดยแรงงานสามารถแจ้งความประสงค์เกี่ยวกับการหางานทำในประเทศ การกลับไปทำงานต่างประเทศหลังสถานการณ์คลี่คลาย หรือการฝึกทักษะอาชีพและภาษา ต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงแรงงานจะดำเนินการตามความประสงค์ต่อไป 2. การอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ และเดินทางกลับจากภาวะสงครามจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพได้รับ 30,000 บาทกรณีเสียชีวิต ทายาทได้รับ 40,000 บาท และกรณีจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท ทั้งนี้ สามารถติดต่อขอรับสิทธิประโยชน์ได้ที่กรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ 3. มอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ดูแลอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยและครอบครัว ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ เอกสาร และขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งประสานข้อมูลเรื่องค่าจ้างค้างจ่าย เงินภาษี และเงินชดเชยจากต่างประเทศ ตลอดจนลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อประชาสัมพันธ์การอัปเดตและดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SMART TOEA และเปิดพิกัดตำแหน่ง เพื่อให้กระทรวงแรงงานสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยในทุกมิติ


image รูปภาพ
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar