นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 มุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน โดยในช่วง 3 เดือนของโครงการ ช่วยประคองกำลังซื้อได้กว่า 160,000 ล้านบาท ทั่วประเทศ รัฐบาลจึงนำวงเงินที่เหลือประมาณ 46,000 ล้านบาท จากกรอบ 200,000 ล้านบาท มาขยายมาตรการช่วยเหลือในเฟส 2 ต่ออีก 2 เดือน เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นอกจากนี้ ยังเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก
การเข้าถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและการเรียนรู้การขายออนไลน์ รวมถึงการนำ AI “นกกระซิบ” ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” มาช่วยลดต้นทุน บริหารสินค้าได้แม่นยำขึ้น และใช้ข้อมูลการค้าช่วยในการขอสินเชื่อ พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้า ลดค่าไฟและสามารถนำไฟกลับมาขายสร้างรายได้ได้อีกด้วย ส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร นอกจากนี้ประเทศไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญ
ในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังนำสินค้าไทยจากทั่วประเทศมานำเสนอ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย กระตุ้นการท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ อีกทั้งในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 จะจัด Royal Pavilion เพื่อเชิดชูพระเกียรติและนำเสนอแนวพระราชดำริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ชาวต่างชาติได้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและแนวทางที่มีส่วนช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวต่อวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้