(24 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Super Dynamic” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Quantum Computing ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ รูปแบบธุรกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภค
นายปกรณ์ กล่าวว่า ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเฉพาะโครงสร้างและวิธีการทำงานของภาครัฐ ซึ่งไม่ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ควบคุม” หรือ Controller ที่เน้นการอนุมัติ อนุญาต และการกำกับด้วยกฎระเบียบ แต่ต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็น “ผู้ส่งเสริม” หรือ Facilitator ที่ช่วยลดอุปสรรคและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต การประกอบธุรกิจ และการพัฒนาประเทศ
แนวทางสำคัญ คือ การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และยึดหลักว่าประชาชนสามารถดำเนินการในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้าม เพื่อให้ภาครัฐสามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจใหม่ได้รวดเร็วขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลที่กำลังเร่งทบทวนกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวแก่ภาคเอกชนและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ([ข่าวสด][1])
นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังเสนอให้ประเทศไทยเตรียมปรับโครงสร้างด้านภาษีและระบบงบประมาณ รวมถึงการจัดบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ทรัพยากรของภาครัฐสามารถตอบโจทย์โครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
ในส่วนของการรับมือความไม่แน่นอนของโลก นายปกรณ์เห็นว่า ไทยควรนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน ตลอดจนการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้อย่างมีเสถียรภาพ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า อีกประเด็นที่นายปกรณ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การเสริมสร้างหลักนิติธรรมและ “ความเชื่อมั่น” หรือ Trust เพราะการพัฒนาประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่สามารถอาศัยเพียงกฎหมาย นโยบาย หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนด้วยกัน ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ ระหว่างภาคธุรกิจ ตลอดจนความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ
“หัวใจของการปฏิรูปรัฐจึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนกฎหมายหรือขั้นตอน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการควบคุมไปสู่การอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในทุกระดับ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพาประเทศไทยรับมือกับโลกยุค Super Dynamic” นางสาวลลิดา กล่าว