วันนี้ (17 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามผลมาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 หลังยกเลิกการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อให้สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเข้าสู่ระบบภาษี ลดความได้เปรียบด้านภาษี และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นกับผู้ประกอบการไทย
กรมศุลกากรรายงานผลในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า มีสินค้านำเข้าภายใต้มาตรการดังกล่าวประมาณ 225 ล้านชิ้น มูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท และสามารถจัดเก็บอากรขาเข้าได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การสั่งซื้อสินค้าชิ้นเล็กจากต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอลง และผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีสต็อกอยู่ภายในประเทศมากขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า เป้าหมายของมาตรการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายได้รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านภาษี เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ผลิตและผู้ค้าในประเทศไทยมีภาระภาษีและต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่สินค้านำเข้าออนไลน์มูลค่าต่ำบางส่วนได้รับยกเว้นอากร ทำให้เกิดความแตกต่างด้านต้นทุนในการแข่งขัน
“ของนำเข้าราคาถูกแข่งขันได้ แต่ต้องแข่งขันภายใต้กติกาภาษีเดียวกัน การเก็บอากรตั้งแต่บาทแรกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้กว่า 4 พันล้านบาท แต่คือการลดช่องว่างที่ทำให้ร้านค้าและผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเดินหน้าปิดช่องการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า โดยกรมศุลกากรอยู่ระหว่างประสานกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสินค้าที่อ้างว่าเป็น Made in Thailand หรือผลิตในประเทศไทย แต่มีข้อสงสัยว่าอาจไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ผลิตไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ
“Made in Thailand ต้องมีที่มาและตรวจสอบย้อนกลับได้ รัฐบาลจึงไม่ได้หยุดแค่การเก็บอากรสินค้านำเข้า แต่จะตรวจสอบการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อไม่ให้คนที่ทำผิดกติกาใช้ชื่อประเทศไทยสร้างความเสียหายให้ผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การเสียอากรกับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเป็นคนละเรื่องกัน การที่สินค้านำเข้าเสียภาษีและอากรแล้ว ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นผ่านมาตรฐานหรือได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยทุกประเภท ประชาชนจึงควรตรวจสอบผู้ขาย ฉลาก คำเตือน การรับประกัน และเครื่องหมายมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดก่อนซื้อสินค้าออนไลน์
ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณ 225 ล้านชิ้น หมายถึงสินค้านำเข้าที่เข้าสู่ฐานการจัดเก็บตามมาตรการ ไม่ใช่จำนวนสินค้าผิดกฎหมาย ขณะที่รายได้มากกว่า 4,000 ล้านบาทเป็นอากรขาเข้าตามรายงานของกรมศุลกากร ไม่ใช่ยอดภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด และไม่ได้หมายถึงรายได้จากสินค้านำเข้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/168970