วันนี้ (12 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเองและผลกระทบต่อนักกีฬายิงปืน แต่ขอให้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ การสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะ “ห้าม 100%” ในทุกกรณี หรือจะตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการทำให้การครอบครอง การพกพา และการใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิในการครอบครอง” กับ “สิทธิในการพกพาและใช้อาวุธ” ซึ่งไม่ใช่สิทธิเดียวกัน การมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำปืนออกไปพกพาในที่สาธารณะหรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ
“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเลือกจัดการปืนถูกกฎหมายหรือปืนเถื่อนก่อน เพราะรัฐบาลต้องจัดการทั้งสองอย่าง ปืนเถื่อนผิดกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่วนปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจัง ขึ้นชื่อว่าเป็นอาวุธปืน ต้องมีระบบควบคุม เพราะเมื่อปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุ สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ใบทะเบียน แต่คือชีวิตของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
นางสาวลลิดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
“ดังนั้น การตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปจัดการปืนเถื่อน อาจยังมองมาตรการไม่ครบ เพราะรัฐบาลกำลังทำทั้งสองด้านพร้อมกัน เราต้องไม่ปล่อยปืนเถื่อน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ปืนมีทะเบียน’ กลายเป็นความเข้าใจว่าพกไปไหนหรือใช้เมื่อไรก็ได้” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
สำหรับข้อเสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืน ตรวจสอบประวัติ พัฒนาฐานข้อมูล และปราบปรามปืนเถื่อน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลรับฟัง และหลายส่วนเป็นแนวทางเดียวกับมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero เรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง
“เรื่องความปลอดภัยของประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใครเสนออะไรได้แรงกว่า หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่ก่อนจะบอกว่ารัฐบาลใช้อารมณ์ อยากให้ดูมาตรการทั้งหมดก่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมีทั้งการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
ส่วนข้อกังวลว่าประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองแม้กระทั่งภายในบ้านนั้น รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล การจะวินิจฉัยว่าการใช้กำลังหรืออาวุธในเหตุการณ์ใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณี
“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน เพราะยังไม่มีตัวบทกฎหมายใหม่ที่กำหนดเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเปิดช่องให้การพกปืนในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จากการเห็นคนถือปืนว่าใครพกเพื่อป้องกันตัว ใครพกเพื่อข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
สำหรับนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวลและจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา
ส่วนการนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับการควบคุมอาวุธปืน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ควรแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง หากพบร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชารายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลพร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียน แต่การนำเหตุเฉพาะรายมาใช้สรุปแทนผลการดำเนินนโยบายทั้งหมด หรือใช้เป็นเหตุผลตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืนจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน อาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นด้วยว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยว่า การครอบครอง การพกพา การเคลื่อนย้าย และการใช้อาวุธปืนแบบใดสามารถทำได้ และแบบใดเป็นความผิด พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสปืนผิดกฎหมาย
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การมีปืนมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่าย ๆ”
“รัฐบาลจะคุมตั้งแต่ต้นทาง คุมการครอบครอง คุมการพกพา คุมการใช้ คุมการค้าและเครื่องกระสุน พร้อมปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่คือทำอย่างไรให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว