นายกรัฐมนตรี เปิดประชุม ABAC ครั้งที่ 3/2569 ชูความร่วมมือรัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ผลักดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคภาคธุรกิจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและกล่าวเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุม Grand Riverside Ballroom (Moon & Galaxy) ชั้น 10 โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ ถนนเจริญนคร เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากเขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC สู่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ทุกครั้งที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประชุม จะมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีคุณค่าและได้รับการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอยู่เสมอ จึงทำให้ ABAC เป็นกลไกสำคัญของ APEC ที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากการดำเนินธุรกิจมาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐได้อย่างแท้จริง
ภาคธุรกิจ คือผู้ที่เข้าใจว่ามาตรการใดสามารถนำไปใช้ได้จริง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เชิญผู้บริหารระดับสูงและผู้นำภาคธุรกิจเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุน การขยายธุรกิจ หรือการสร้างงานทำได้ยากขึ้น” ซึ่งหลายครั้งคำตอบไม่ใช่มาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม แต่เป็นการลดขั้นตอนและอุปสรรคที่ไม่จำเป็น
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และภาคธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ หากไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยได้ผลักดันโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และทำให้โครงการลงทุนที่มีคุณภาพสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น
ในระดับภูมิภาค
ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานต้องอาศัยความไว้วางใจ กฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในการรักษาตลาดให้เปิดกว้าง แม้ในช่วงเวลาที่เผชิญความท้าทาย จึงควรร่วมกันเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคให้มีความเชื่อมโยง หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
รัฐบาลจึงสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีคุณภาพ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดที่สะดวกยิ่งขึ้น โดย FTA ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจในการตัดสินใจว่าจะลงทุน ผลิต หรือขยายกิจการในพื้นที่ใด
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดแข็งของ APEC คือการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำว่า เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจมีคุณค่า และรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งตารอข้อเสนอแนะจาก ABAC และพร้อมผลักดันให้ข้อเสนอเหล่านั้นนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การขยายตัวของการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน