บทสรุป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ Kick Off โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” เพื่อเป็นมาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน โดยต่อยอดจากนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งดูแลเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้ของ SME จาก 35% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากยิ่งขึ้น โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย การสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า คูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี และการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) เพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ส่วนผู้บริโภคจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส” เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขยายโอกาสการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้
รายละเอียด
(4 มิ.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน
นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง SME ไทยเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน
มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (Gross Profit : GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ
การสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า และฟรีค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ที่อาจยังไม่แน่ใจ ไม่อยากลอง หรือไม่รู้จักสินค้า เริ่มเข้ามาซื้อ และเมื่อซื้อแล้ว สินค้าที่ได้รับการคัดสรรมาจัดจำหน่ายเป็นสินค้าที่ดี จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อผู้บริโภคได้ใช้จะติดใจ และสั่งซื้อซ้ำ รัฐบาลมุ่งหวังให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรักษาคุณภาพสินค้าให้ดี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส” ภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาล ซึ่งหัวใจหลักที่จะใช้ระบบแฟรนไชส์เป็น “ทางลัดในการสร้างอาชีพ” ให้กับคนไทย โดยภาครัฐจะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและนักธุรกิจหน้าใหม่ให้สามารถเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายมูลค่าแพ็กเกจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ให้ 50% สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท แก่ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 ราย ผู้ที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส” เพื่อร่วมกันสร้างพลังทางธุรกิจให้กับคนไทย และขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดโครงการฯ และเปิดตัวโครงการฯ แก่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจปลายเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติมได้ที่บูธ DBD Pavilion ภายในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities (TFBO) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 - 7 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร