วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะภาคเอกชน เข้าร่วมหารือ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ดิฉันตั้งใจรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงาน แต่กลับต้องเผชิญปัญหา 3 เรื่องใหญ่ คือ รถชำรุดบกพร่อง การถูกลอยแพหลังบริษัทปิดตัว หรือศูนย์บริการปิดทำให้ไม่มีที่ซ่อมแซม และปัญหาด้านราคาที่ปรับตัวลดลงหลังซื้ออย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและเป็นข้อกังวลทั้งในมิติของความปลอดภัย คุณภาพ มาตรฐานชิ้นส่วน กระบวนการประกอบรถ การบริการหลังการขาย เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาเพื่อหาแนวทางและมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรม
“ดิฉันได้รับรายงานจาก สคบ. ว่าในช่วงปี 2567-2569 มีผู้บริโภคร้องทุกข์เรื่องรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง สคบ. เข้ามามากถึง 556 ราย รวมถึงร้องเรียนไปยังสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนเพิ่มอีก 792 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,348 ราย ซึ่ง สคบ. มีการแก้ไขจนยุติข้อพิพาทแล้ว 402 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.3 ปัญหาที่พบมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ ความชำรุดบกพร่อง 47.3% ไม่คืนเงินจอง 18.2% ซื้อแล้วปรับราคาลง 14.7% ไม่ส่งมอบของแถม 13.1% และอุบัติเหตุหรือซ่อมล่าช้า 2.9% ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ทุกเสียงของผู้บริโภค คือสิ่งที่ดิฉันรับฟังและไม่อาจนิ่งเฉยได้ รถหนึ่งคันคือทรัพย์สินสำคัญของครอบครัว ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ” นางสาวศุภมาส กล่าว
ทั้งนี้ สคบ. ได้พิจารณารูปแบบปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญ เป็น 3 ประเด็น โดยพบปัญหาหลังการขายมากที่สุด 288 ราย คิดเป็น 52% รองลงมาคือปัญหาการซื้อขาย 183 ราย คิดเป็น 33% และปัญหาการส่งมอบ 85 ราย คิดเป็น 15% โดยประชาชนมีความกังวลว่าศูนย์บริการจะปิดตัวถึง 329 ราย คิดเป็น 41.5% พบอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย 164 ราย คิดเป็น 20.7% ไม่มีอะไหล่ต้องรอนาน 94 ราย คิดเป็น 11.9% และคืนรถไม่ได้เมื่อบริษัทปิดตัวอีก 52 ราย คิดเป็น 6.6% เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้ผู้บริโภค มูลค่าความเสียหายกว่า 103.1 ล้านบาท
รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำฉลากสินค้าโดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน แสดงฉลากให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ สคบ. จัดทำ e-Book “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตและ ผู้นำเข้าส่งฉลากรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยให้กับ สคบ.เพื่อรวบรวมจัดทำเป็น e-book นำเสนอข้อมูลฉลากของรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ พร้อมอธิบายสาระสำคัญของฉลาก สิทธิผู้บริโภค แนวทางตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ โดยจะเผยแพร่ผ่านทุกช่องทางการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. ทั้งบนเว็บไซต์ application และเพจในแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงเฝ้าระวังการโฆษณา และกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาจอง ตามแบบสัญญามาตรฐานด้วย อีกทั้งยังได้รับฟังข้อเสนอจากสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายโฆษณาข้อมูลคุณภาพ คุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ เงื่อนไขการรับประกัน และข้อจำกัดการใช้งานชิ้นส่วนสำคัญอย่างละเอียด การกำหนดกรอบเวลาซ่อมมาตรฐานในสัญญา การกระจายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุก 150-200 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่ให้เพียงพอ การพัฒนาระบบเรียกคืนรถ (Recall) เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่กระทบความปลอดภัย การผลักดันมาตรการสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ให้เจ้าของรถซ่อมบำรุงได้แม้หมดระยะประกัน และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งในส่วนนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานของทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อมาร่วมลงรายละเอียดในประเด็นแนวทางการยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้ากันต่อไป
“ดิฉันขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อน และขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า พี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากท่าน คือผู้ที่ฝากความหวังและฝากเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไว้กับท่าน ขอให้ดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม สำรองอะไหล่ให้เพียงพอ ดูแลศูนย์บริการให้ครอบคลุม กำหนดกรอบเวลาซ่อมที่ชัดเจน อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคถูกลอยแพ ดิฉันยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องสู้ลำพัง สำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ตรวจสอบฉลากสินค้า เงื่อนไขการรับประกัน กรอบเวลาซ่อมมาตรฐาน ข้อมูลศูนย์บริการ ความพร้อมของอะไหล่ อ่านสัญญาจองให้ครบถ้วน เก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่านสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที ดิฉันพร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกท่าน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163934