วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ อาคาร IMPACT FORUM เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)”
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมย้ำว่า ประเทศจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและสมานฉันท์ ต้องตั้งอยู่บน “ความยุติธรรม” และ “หลักนิติธรรม” รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยยืนยันว่าการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนสากล
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค พร้อมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ซึ่งอาจเผชิญทั้งการละเมิดสิทธิ ความเสียหายต่อชื่อเสียง อิสรภาพ หรือแม้แต่ชีวิต ถือเป็นวิกฤตสำคัญที่ “รัฐต้องไม่มองข้าม” โดยรัฐบาลมีหน้าที่ในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ รวมทั้งแก้ไขและอุดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี “แพะ” หรือการตกเป็นจำเลยโดยมิได้กระทำผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมา
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2544 ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐได้ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์แล้วกว่า 145,879 ราย เป็นเงินกว่า 8,119 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2566 ได้ให้ความช่วยเหลือ ชาวต่างชาติแล้วกว่า 1,036 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่
นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานให้ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ “รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม” ต้องเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอการร้องขอ ดูแลอย่างเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายอย่างแท้จริง พร้อมให้ข้าราชการทำงานเชิงรุก เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ควรถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลือ เพราะอาจยิ่งซ้ำเติมความสูญเสีย
“ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ในฐานะผู้ดูแลทุกข์สุขประชาชนในพื้นที่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและอำนวยความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งรัดการดำเนินการตามกฎหมายให้ “รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม” เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึงและทันท่วงที
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงการเยียวยา แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพกระบวนการยุติธรรมและความรับผิดชอบของรัฐ ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ ทั้งนี้ ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD “หลักนิติธรรม” และความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับระบบช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมโลก
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการหมุนเข็มนาฬิกาสู่ “เที่ยงตรง” ซึ่งสื่อถึงความรวดเร็วและเที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 จำนวน 4 ราย