บทสรุป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยรับฟังปัญหาและรับหนังสือข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ จากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย โดยบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที โดยนางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ ต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลต้นน้ำ ด้วยการเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม เตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร กลางน้ำ มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น ส่วนปลายน้ำ ได้เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” พัฒนาระบบฐานข้อมูลช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าส่งออกข้าวปี 2569 กว่า 7 ล้านตัน ผลักดันแนวคิด “ข้าวประณีต” ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว และเริ่มโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 นอกจากนี้ยังได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ “เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด” ในการซื้อขายหรือจำหน่าย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม ป้องกันการกดราคารับซื้อ และไม่กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
รายละเอียด
(26 เม.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมี ผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วม ณ The Cavalli Casa Resort เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง ซึ่งนางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”
ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่ต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนางศุภจี ได้รับหนังสือข้อเสนอจาก นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง สมาคมพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย ซึ่งมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย โดยบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้แก่เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกรหนุน “กลางน้ำ” แปรรูป–สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปที่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้นเร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด–พยุงราคา–ขยายส่งออก เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น Dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง
นอกจากนี้ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย
อีกทั้งยังผลักดัน “ข้าวประณีต” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งข้าวประณีตเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก โดดเด่นด้วยสี กลิ่น รส และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สะท้อนตัวตนของแต่ละภูมิภาคอย่างงดงาม เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวหอมแดง ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมใบเตย ข้าวกำล้านนา ข้าวสังข์หยด และข้าวชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย
เพราะ “ข้าว” คือ มรดกภูมิปัญญา วิถีชุมชน และคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย หากสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำการตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว
ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร
โดยโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2569 ในระยะแรกจะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง ในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังให้ความสำคัญกับผลผลิตและราคาข้าวโพด โดยเฉพาะการวัดความชื้นข้าวโพด เพื่อป้องกันกดราคารับซื้อ โดยได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ “เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด” ในการซื้อขายหรือจำหน่ายเพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสาระสำคัญของประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องวัดค่าความชื้นทุกครั้งในการซื้อขาย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลาง ลดข้อโต้แย้งและปัญหาการกดราคารับซื้อ ได้กำหนดขั้นตอนการวัดอย่างเป็นระบบ อาทิ การสุ่มตัวอย่างจากหลายจุด การปฏิบัติตามคู่มือเครื่องวัดอย่างเคร่งครัด และการจัดวางเครื่องวัดในจุดที่คู่ค้าทุกฝ่ายสามารถมองเห็นขั้นตอนการวัดได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าข้าวโพดทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอาเปรียบ รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม และไม่กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร และยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในภาคเกษตรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม