ทส. เข้าร่วมรับมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการมอบนโยบาย ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำทิศทางสำคัญของประเทศว่า “ประเทศไทยต้องก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ด้วยเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม” โดยกำหนดกรอบการขับเคลื่อน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ด้านการต่างประเทศและความมั่นคงที่เสริมบทบาทไทยในเวทีโลกควบคู่ความปลอดภัยของชาติ ด้านสังคมที่ยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และสุขภาพของประชาชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มุ่งบริหารจัดการอย่างสมดุล ลดผลกระทบ และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และด้านการบริหารภาครัฐที่มุ่งสู่ความทันสมัย โปร่งใส และปราศจากการทุจริต
พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณจำนวน 8 ประการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย การใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า การกระจายงบประมาณเชิงพื้นที่ให้เกิดความสมดุล การปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในทุกมิติ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างบูรณาการ อันจะช่วยยกระดับความโปร่งใส เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบ ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน และเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น