วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้อง sapphire 204 อาคารศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล ในการทำโพลถามความเห็นทุกครั้ง ประชาชนยังกังวลเรื่องคอรัปชั่นมากเป็นอันดับต้น ๆ หมายความว่า ยังแก้ปัญหาไม่ได้จริง โดยสะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน สาเหตุสำคัญมาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และระบบยังเปิดช่องโหว่ให้ผู้ทุจริตเห็นว่าทำได้ ประกอบกับขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
การจัดงานในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กำหนดทิศทาง และสร้างจุดเปลี่ยนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานรัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนและประชาชน กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้ชิดกับประชาชน จึงทราบดีถึงข้อร้องเรียน และผลกระทบที่เกิดจากการทุจริต สิ่งเหล่านี้เป็นการบั่นทอนประเทศ ทั้งงบประมาณ ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน ซึ่งต้องยอมรับความจริงและเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างตรงไปตรงมา ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานคุณธรรมและความโปร่งใส
“ผมขอมอบนโยบายเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ และหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน ยกระดับระบบการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม โดยกำหนดมาตรการป้องกัน การเรียกรับสินบน ในกระบวนอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบ แต่ต้องเห็นผลจริงด้วย เป้าหมายสำคัญ คือ ไม่มีการทุจริต และไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงโดยเร็ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ค่า CPI เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก สิ่งที่น่าตกใจ คือ ผลการประเมินปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แค่ 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย การแก้ไขปัญหาการทุจริต และการยกระดับคะแนน CPI จะไม่สามารถบรรลุผลได้หากปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ต้องเกิดจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งการลงโทษคนทำผิด และยกย่องคนที่ซื่อสัตย์สุจริต หรือมีส่วนในการต่อต้านการทุจริตด้วย นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงโดยเร็ว
ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ มีนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าร่วมงาน