บทสรุป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกทีมเศรษฐกิจประชุมแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน ยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ เดินหน้าผลิตเต็มกำลัง ติดตามป้องกันการลักลอบจำหน่ายในราคาสูงเกินกว่าปกติ การประกาศราคาน้ำมันหน้าคลัง โดยห้ามสูงเกินโรงกลั่น ส่วนความกังวลช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้กำชับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ไปแล้วว่าประชาชนจะต้องไม่มีปัญหาในการเดินทางไป - กลับ และราคาต้องสมเหตุสมผล ขณะที่การประชุม ศบก. เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดให้รถขนส่งน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ทุกคันต้องเชื่อมโยงระบบ GPS เข้ากับวอร์รูมของกรมการขนส่งทางบก เพื่อมอนิเตอร์ (ติดตาม) เส้นทาง เวลา ความเร็ว และจุดหมายปลายทาง ป้องกันการออกนอกเส้นทางหรือการกักตุนสินค้า และให้กระทรวงพลังงานจัดทำ Dashboard ติดตามปริมาณน้ำมันในทุกขั้นตอน ยืนยันว่า ปัจจุบันสต็อกน้ำมันดิบทั้งที่มีการสั่งซื้อและสำรองอยู่ในโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง มีเพียงพอสำหรับใช้ได้มากกว่า 100 วัน ประเทศไทยจึงยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตตามที่หลายฝ่ายกังวล อีกทั้งช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ เตรียมแผนจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณสต็อกสถานีบริการ โดยเฉพาะเส้นทางขาออกช่วงต้นเดือนเมษายน และขาเข้าช่วงก่อนวันสงกรานต์ เพิ่มเที่ยววิ่งขนส่ง จัดเตรียมรถ Mobile Tank และขยายเวลาการทำงานของคลังน้ำมัน
เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนได้อย่างเพียงพอตลอดช่วงเทศกาล
รายละเอียด
(25 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเป็นการประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมัน นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าน้ำมันเพียงพอและเดินหน้าผลิตเต็มกำลัง เพื่อป้องกันการลักลอบค้าน้ำมันหรือจำหน่ายในราคาสูงเกินกว่าปกติ ได้สั่งการให้
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และตำรวจ ตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากพบความผิดปกติจะตรวจสอบและขยายผลเพิ่มเติม และสั่งการให้กระทรวงการคลังกับโรงกลั่นน้ำมัน ต้องประกาศราคาน้ำมันหน้าคลัง โดยห้ามสูงเกินโรงกลั่น เชื่อว่าเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ปัญหาจะลดลง อีกทั้งยังมีข่าวดีที่เรือขนส่งน้ำมันของไทย ได้รับอนุญาตจากอิหร่านให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ส่วนกรณีการเดินทางช่วงสงกรานต์ ที่มีข้อกังวลว่าน้ำมันจะไม่เพียงพอ ได้แจ้งกับที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ไปแล้วว่าเป้าหมายคือประชาชนจะต้องไม่มีปัญหาในการเดินทางไปกลับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และราคาต้องสมเหตุสมผล ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ต้องดูเรื่องการควบคุมราคาสินค้า ส่วนกระทรวงการคลังต้องหามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งด้านภาษีสรรพสามิต การกลั่น รวมถึงภาษีต่าง ๆ สำหรับมาตรการ Work from Home หากสามารถทำต่อเนื่องได้จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงาน แม้ขณะนี้จะไม่ได้มีปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบ หรือการส่งน้ำมันเข้าในระบบทุกวัน แต่ควรตระหนักว่าสถานการณ์โลกในขณะนี้ ไม่แน่นอนว่าจะยุติเมื่อไหร่ ดังนั้นต้องมีน้ำมันสำรองไว้ โดยปฏิเสธการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหากวิกฤตยืดเยื้อ มั่นใจว่าจะสามารถผ่านสถานการณ์วิกฤตไปได้
จากนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้ประชุมหารือติดตามและแถลงข่าวสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยได้ติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำระบบ Dashboard เพื่อติดตามปริมาณน้ำมันในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลจริงในแต่ละช่วง ตั้งแต่กำลังการผลิตของโรงกลั่น ปริมาณสำรอง การกระจายสู่ผู้ค้าน้ำมัน และสถานีบริการ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน แม้ว่าสถานการณ์การขนส่งน้ำมันจะเริ่มคลี่คลาย ภายหลังอิหร่านอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางจำนวนมาก ที่ประชุมจึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบกระจายพลังงานสามารถรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ และให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงพอและกระจายอย่างทั่วถึง โดยคาดว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติภายในระยะเวลาอันใกล้ และในระยะต่อไปภาครัฐจะพิจารณาเพิ่มเติมมาตรการทั้งด้านการผลิต ภาษี และโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อการลดผลกระทบต่อประชาชน และเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงาน เพื่อตรวจสอบน้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง โดยกำหนดให้รถขนส่งน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ทุกคันต้องเชื่อมโยงระบบ GPS เข้ากับวอร์รูมของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อมอนิเตอร์เส้นทาง เวลา ความเร็ว และจุดหมายปลายทาง ป้องกันการออกนอกเส้นทางหรือการกักตุนสินค้า ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าผู้ค้าแบรนด์ใหญ่ อาทิ PTT Shell Caltex บางจาก PT และ Susco จะดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและไม่นำชื่อเสียงมาเสี่ยง
รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่อาจต้องสำรองน้ำมันเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวและสูบน้ำเข้าพื้นที่ ยืนยันว่า ปัจจุบันสต็อกน้ำมันดิบทั้งที่มีการสั่งซื้อและสำรองอยู่ในโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง
มีเพียงพอสำหรับใช้ได้มากกว่า 100 วัน ประเทศไทยจึงยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตตามที่หลายฝ่ายกังวล อีกทั้งยังมีข่าวดีด้านการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เจรจาผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบริษัท บางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย วิกฤตนี้ยังสามารถพลิกเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้อีกด้วย
สำหรับภาพรวมโครงสร้างการจัดหาน้ำมันดิบของประเทศ มีการนำเข้าจากตะวันออกกลางร้อยละ 53 ตะวันออกไกลร้อยละ 11 แหล่งอื่น ๆ ร้อยละ 27 และภายในประเทศร้อยละ 9 ขณะที่กำลังการผลิตจากโรงกลั่น น้ำมันดีเซลประมาณ 65 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซิน 35 ล้านลิตรต่อวัน ได้กระจายสู่ผู้ค้าน้ำมันและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม กระทรวงพลังงานได้เตรียมเพิ่มดีเซลหมุนเร็วผ่านมาตรการผ่อนคลายการสำรอง พัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ โดยกำหนดให้สถานีบริการต้องไม่ปฏิเสธการจำหน่ายแก่กลุ่มจำเป็น เช่น รถพยาบาล หน่วยงานรัฐ และภาคเกษตร
ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ รายงานภาพรวมเส้นทางการผลิตและกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกลุ่ม ปตท. บางจาก พีที รายงานว่าได้เดินเครื่องผลิตน้ำมันดีเซลเต็มกำลังและกระจายไปยังผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) และผู้ค้ารายย่อย (Jobber) อย่างทั่วถึงและเพิ่มมากขึ้น โดยยืนยันไม่มีการกักตุน ขณะที่เชลล์ได้เสริมการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนปริมาณในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น
สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้ประกอบการได้เตรียมแผนจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณสต็อกสถานีบริการ โดยเฉพาะเส้นทางขาออกช่วงต้นเดือนเมษายน และขาเข้าช่วงก่อนวันสงกรานต์ พร้อมเพิ่มเที่ยววิ่งขนส่ง จัดเตรียมรถ Mobile Tank และขยายเวลาการทำงานของคลังน้ำมัน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยข้อมูลจาก Dashboard ติดตามสถานการณ์น้ำมันว่า ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 โรงกลั่นมีกำลังการกลั่นอยู่ที่ 65.12 ล้านลิตรต่อวัน สำหรับปริมาณน้ำมันดีเซลที่ผลิตได้และอยู่ในสต็อกมีจำนวน 165 ล้านลิตร มีการสำรองอยู่ในคลัง 43 ล้านลิตร ซึ่งน้ำมันดีเซล (รวมถึง B7) ที่พร้อมจำหน่ายจะถูกกระจายออกไปยัง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เช่น โรงไฟฟ้าและภาคการก่อสร้าง 2. ขนส่งทางรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาคเพื่อส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อย รวมทั้งสิ้น 1,299 ล้านลิตร และ 3. จัดส่งไปยังสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณรวม 86.24 ล้านลิตร พร้อมขอความร่วมมือจากทุกบริษัทในการส่งข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ติดตามการกระจายน้ำมันจากต้นทางถึงปลายทางอย่างใกล้ชิด และสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ
สำหรับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2569 นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 - 4.59 บาทต่อหน่วย จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน ดังนี้ กรณีที่ 1 จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย กรณีที่ 2 กฟผ. จะรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมทั้งหมด 35,928 ล้านบาทแทนประชาชนส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย และกรณีที่ 3 กฟผ. จะรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมแทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมด 9,472 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2569