พม. จับมือเครือข่ายไทย จัดเสวนาในเวที UN หนุนความยุติธรรมเพื่อสตรี สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ถูกกระทำรุนแรง

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก) ณ ห้อง Conference Room D สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) มอบหมายให้นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) หัวข้อ: “ความยุติธรรมเพื่อสตรี: การแก้ไขอุปสรรคและการปรับเปลี่ยนระบบยุติธรรมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสียหายในคดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ” (Justice for Her: Overcoming Challenges and Transforming the Justice System into a Safe Space for Victims in Gender-Based Violence Cases) จัดโดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวง พม. ร่วมกับ สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และ มูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ (Shero) ซึ่งมีนางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมด้วยคุณบุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความด้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและผู้ก่อตั้งขององค์กรชีโร่ (SHero Thailand) , Ms. Sujata Warrier ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ โครงการยุติธรรมเพื่อสตรีผู้ถูกทำร้ายในรัฐมินาโซตา สหรัฐอเมริกา (Battered Women’s Justice Project : BWJP) และ Ms. Maria Filomena Singh ผู้พิพากษาในศาลฎีกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ร่วมเสวนา ทั้งนี้ มีผู้สนใจจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก


นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) หัวข้อ: “ความยุติธรรมเพื่อสตรี: การแก้ไขอุปสรรคและการปรับเปลี่ยนระบบยุติธรรมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสียหายในคดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ” เป็นเวทีเสวนาที่มีประเด็นสำคัญ คือ การนำเสนอข้อคิดเห็นและประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวข้องกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence : GBV) ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจัยที่ก่อให้เกิดการตกเป็นเหยื่อซ้ำในกระบวนการยุติธรรม


นางจตุพร กล่าวว่า เวทีเสวนาวันนี้ มุ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานที่สำคัญว่า สตรีและเด็กผู้หญิงทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ในกระบวนการยุติธรรมที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ซึ่งประเทศไทยได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศไม่เพียงเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้เสริมสร้างกรอบกฎหมายให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น , พัฒนามาตรการคุ้มครอง , ขยายบริการช่วยเหลือ และส่งเสริมความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน มีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกันในการขับเคลื่อนระบบยุติธรรมที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ และการเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องยอมรับว่า ระบบยุติธรรมในหลายประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่เลือกปฏิบัติ , การตีตราทางสังคม , อคติทางเพศ และกระบวนการบางประการที่อาจทำให้ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้มักทำให้ผู้เสียหายลังเลหรือไม่กล้าที่จะแสวงหาความยุติธรรม ดังนั้น การปฏิรูประบบยุติธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความเข้าใจ และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพราะความยุติธรรมไม่ควรเพียงแค่ถูกส่งมอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้ที่ต้องการความยุติธรรมมากที่สุดสามารถรับรู้ได้ว่า ปลอดภัยและเข้าถึงได้จริง
 

ในส่วนของผู้ร่วมเสวนานั้น มีการนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่สตรีบางส่วนต้องเผชิญในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะในฐานะของผู้เสียหาย ผู้รอดพ้นจากความรุนแรง ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องโทษ ซึ่งเป็นไปตามลำดับขั้นของกระบวนการยุติธรรม เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดี (Pre-trial) การพิจารณาคดี (Trial) การพิพากษา (Judgement) และการตัดสินลงโทษ (Conviction) ซึ่งในความเป็นจริงนั้น การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การคุ้มครองหรือการเยียวยาเสมอไป หากแต่บางครั้งกลับทำให้ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงต้องเผชิญกับการตกเป็นเหยื่อซ้ำในกระบวนการยุติธรรม (Secondary victimization) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การตำหนิผู้เสียหาย , การไม่เชื่อคำให้การ , การถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ , การถูกถามที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว , การถูกกดดันให้ยอมความ และการที่ระบบยุติธรรมไม่ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอกับความเสียหายทางจิตใจและความรุนแรงที่ไม่ใช่ทางกายภาพ


นอกจากนี้ บางครั้งกระบวนการยุติธรรมสามารถอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เสียหายผ่านขั้นตอนต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายบางรายได้แสดงความหวาดกลัวต่อการขึ้นให้การในศาล และการมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในช่วงขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดี ทำให้หลายคนตัดสินใจยุติการแสวงหาความยุติธรรม เพราะกระบวนการทำให้เกิดความเจ็บปวด ต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจอีก บางครั้งการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความยุติธรรมในท้ายที่สุดเสมอไป


ในขณะที่ ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงต้องเล่าประสบการณ์อันกระทบกระเทือนจิตใจของตนซ้ำๆ หลายครั้งตลอดกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากกฎหมายรับรองสิทธิของจำเลยในการซักถามพยาน ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานของการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยหลักการแล้ว ผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้เสียหายจากความผิดประเภทอื่น ๆ แม้ในภาพรวมจะดูเสมือนเป็นความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น และยังคงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เคยประสบกับบาดแผลเช่นนี้เข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ที่มีความเปราะบางอย่างแท้จริง ดังนั้น การผลักดันกฎหมายให้มีการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองผู้รอดพ้นจากความรุนแรงและพยานที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงด้วยการนำมาตรการเฉพาะมาใช้เพื่อปกป้องผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ย่อมช่วยให้ผู้ถูกกระทำได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง

 

#พมใกล้คุณ #พม #UN #CSW #CSW70 #FORALLWOMENANDGIRLS

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162341


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar