รัฐบาลเตือนอากาศร้อน ระวังโรคลมร้อน เผยปึ 68 พบผู้ป่วย 182 ราย เสียชีวิต 21 ราย ภาคอีสานมากสุด ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ทำงานกลางแจ้ง

(14 มี.ค. 69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ทำให้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กรมควบคุมโรค ในปี พ.ศ. 2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 59.3) พบมากในวัยทำงานอายุระหว่าง 15 – 34 ปี จำนวน 78 ราย (ร้อยละ 42.8) และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 29 ราย (ร้อยละ 15.9) ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ทหาร และคนงานรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 53.3) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รายงานส่วนใหญ่มีภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) มากที่สุด จำนวน 62 ราย (ร้อยละ 34.07) รองลงมา คือ การเป็นลมจากความร้อน (Heat syncope) จำนวน 43 ราย (ร้อยละ 23.63) และตะคริวจากความร้อน (Heat cramp) จำนวน 26 ราย (ร้อยละ 14.29) ขณะที่โรคลมร้อน (Heat stroke) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรง พบรายงานทั้งหมด 17 ราย (ร้อยละ 9.34) ของผู้ป่วยทั้งหมด

สำหรับการเฝ้าระวังการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน (Hot Weather related Deaths Surveillance) ของกองระบาดวิทยา ในปี พ.ศ. 2568 พบผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 21 ราย เป็นเพศชาย 18 ราย และเพศหญิง 3 ราย อายุระหว่าง 27 – 79 ปี (เฉลี่ย 51 ปี) ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 28.5 มีรายงานการเสียชีวิตใน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี 5 ราย จังหวัดนครราชสีมา 2 ราย จังหวัดกำแพงเพชร ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นนทบุรี บุรีรัมย์ พัทลุง มหาสารคาม ลพบุรี ลำปาง สมุทรสงคราม สระแก้ว สุรินทร์ และอุทัยธานี จังหวัดละ 1 ราย เมื่อจำแนกรายภาค พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อนสูงที่สุด ร้อยละ 52 รองลงมาเป็นภาคกลางและตะวันตก ร้อยละ 24

นอกจากนี้ พบว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ร้อยละ 24 เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น มีพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุรา อีกทั้งพบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง ร้อยละ 67 หากจำแนกรายเดือน พบว่า มีรายงานการเสียชีวิตมากที่สุดในเดือนเมษายน ร้อยละ 57 ซึ่งเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูง

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การป้องกันฮีทสโตรกสามารถทำได้ ดังนี้ 1) หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด ระหว่างเวลา 11.00 – 15.00 น. 2) ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งพยายามหาที่ร่มพักผ่อนเป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนสะสม 3) หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน (กาแฟ น้ำอัดลม) และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง 4) ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ก่อนมีอาการกระหายน้ำ โดยดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว (250 cc) ทุกชั่วโมง หรือ 1,500 cc ใน 1 วัน หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ 5) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงใส่เสื้อผ้าสีทึบดำ เพราะจะสะสมความร้อนได้ ควรเลือกเสื้อผ้าสีอ่อน และไม่รัดแน่น และ 6) ไม่ควรทิ้งเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดตากแดดเป็นเวลานาน เพราะรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10 – 20 นาที

 ”ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม หากมีอาการผิดปกติจากความร้อน หรือสงสัยว่าป่วยเป็นฮีทสโตรก ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง นักกีฬา รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอ้วน เป็นต้น  ขอให้ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดในช่วงที่อากาศร้อนจัด“


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar