(9 ตุลาคม 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย ว่า อาจมีโอกาสได้พบกับผู้นำกัมพูชา แต่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อกัมพูชาดำเนินการตามเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยเสนอไว้ ได้แก่
ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย
ปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกลวงข้ามชาติ
แก้ไขปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ของประชาชนกัมพูชาเข้ามาในไทย
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้ง 4 ข้อเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะก่อนถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องเริ่มปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
ส่วนกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แสดงความจำนงที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่า ไทยจะตอบกลับหนังสือจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยพร้อมเจรจา หากกัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน
สำหรับการสื่อสารกับประชาชนในวันที่ 10 ตุลาคมนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับฝ่ายทหาร ตำรวจ และกรมป่าไม้ โดยใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เพื่อบริหารสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อย
นายอนุทินยังย้ำภายหลังการประชุมเตรียมการเยือน สปป.ลาว ว่ารัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักสันติภาพและกติกาสากล จะดำเนินการอย่างละมุนละม่อม รักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และสิทธิมนุษยชน พร้อมยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมให้ประเทศใดเข้ามาก้าวก่ายในกิจการภายใน
ด้านเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาที่แสดงท่าทีสนับสนุนกัมพูชา นายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นสิทธิของแต่ละประเทศ แต่ยืนยันว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างต้องการเห็นความสงบ ไม่ใช่ความรุนแรง
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงการจัดประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและเขตแดนของประเทศ จึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยกระบวนการประชามติจะดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเตรียมประชุมกำหนดขั้นตอนอย่างเป็นระบบในสัปดาห์หน้า
ในส่วนของสถานการณ์ชายแดนที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว กองกำลังบูรพาได้ประสานกับฝ่ายกัมพูชา แจ้งว่าจะเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และเป็นการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่
กองทัพภาคที่ 1 ได้ยืนยันความพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติในทุกสถานการณ์ และจะปฏิบัติการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงพบการรุกล้ำจากชุมชนกัมพูชา และมีสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเข้ามาในเขตไทยมานาน แม้ฝ่ายไทยจะพยายามเจรจาโดยสันติ แต่กลับถูกบิดเบือนข้อมูลและมีการใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อหลักมนุษยธรรม
รัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เห็นชอบให้กองทัพบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ ทั้งกฎหมายทั่วไป เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง รวมถึง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เพื่อจัดการปัญหาการรุกล้ำตามหลักสากล
จากการประเมินสถานการณ์พบว่า ฝ่ายกัมพูชามีแนวโน้มใช้มวลชนจัดตั้งเพื่อยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า กองทัพจึงเตรียมมาตรการตอบสนองอย่างระมัดระวัง โดยยึดหลักมนุษยธรรมและกติกาสากลเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชายังตรวจพบโดรนและการขนย้ายอุปกรณ์ก่อสร้างหลายจุด โดยกองทัพอยู่ระหว่างเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าได้ดำเนินการทุกขั้นตอนตามหลักสากล
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 นาย เพื่อประเมินสภาพความเป็นอยู่และรับรองว่าผู้ถูกควบคุมได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทุกกระบวนการดำเนินไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด.