หยุดโรคระบาดจากไวรัส & เสริมภูมิคุ้มกันชีวิต (ตอนที่ 1)
จากธรรมชาติสู้ตำรับยา... โดย กนกกาญจน์ เอี่ยมสะอาด
เสียงโขลกพริกแกงด้วยครกหินดังเป็นจังหวะอย่างชำนาญ สักพักพริกขี้หนู กระเทียม พริกไทยก็ถูกบดตำผสมผสานจนละเอียดเป็นเครื่องแกงกลิ่นหอมของอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมที่กลายเป็นเมนูสุขภาพยอดฮิตในปัจจุบัน
ผัดฉ่าปลาดุก อาหารจานเด็ดรสชาติจัดจ้านของแม่ซึ่งพื้นเพเป็นชาวสวนอาศัยอยู่ริมคลองที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลานานาชนิด โดยวิถีของชาวบ้านสวนริมคลองแห่งนี้นิยมใช้เนื้อปลาจากธรรมชาติมาทำเป็นอาหารหลากหลาย ทั้งผักฉ่า แกงป่า น้ำยาขนมจีน และแกงเลียง โดยใช้เครื่องแกงเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกไว้ตามริมรั้วช่วยชูรสชาติ ดับกลิ่นคาว และช่วยปรับสมดุลร่างกายตามภูมิปัญญาดั่งเดิมของคนไทย สำหรับผัดฉ่ารสมือแม่จานนี้เป็นเมนูประเภทผัดชนิดหนึ่งที่มีรสชาติเผ็ดอร่อย
เครื่องแกงผัดฉ่ามีพริกขี้หนู กระเทียม และพริกไทย โขลกรวมกันและนำไปผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่กระชาย พริกไทยอ่อน ใบกะเพรา พริกไทย และใบมะกรูด
ส่วนแกงป่าเป็นแกงรสชาติเผ็ดร้อนที่ไม่ใส่กะทิ เครื่องแกงมีสมุนไพรหลายชนิด ทั้งพริก ตะไคร้ซอย ผิวมะกรูด กระเทียม หอมเล็ก กะปิ และรากผักชี โขลกรวมกันจนละเอียดนำไปผัดจนหอม แล้วนำไปแกงรวมกับเนื้อสัตว์ตามชอบพร้อมกับผักอีกหลายชนิด เช่น ฟักทอง ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ และที่ขาดไม่ได้คือกระชายซอย
น้ำยาป่าขนมจีน เป็นเมนูอาหารสุขภาพพื้นบ้านที่หากินง่าย เครื่องแกงน้ำยาป่ามีส่วนผสมของข่า กระชาย หอมเล็ก กระเทียม โขลกรวมกันจนละเอียดผสมกับเนื้อปลา น้ำยาป่าขนมจีนกันกับผักสดหรือผักลวกตามฤดูกาลและไข่ต้ม การันตีความอร่อยชัวร์
ปัจจุบันเมื่อเราต้องดูแลตัวเองและใส่ใจสุขภาพมากขึ้นทำให้อาหารพื้นบ้านกลับมาได้รับความสนใจเพราะอุดมไปด้วยสมุนไพรยาธรรมชาติที่ช่วยป้องกันรักษาโรคภัยและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
วกกลับมาที่ครัวของแม่อีกที ตอนนี้เครื่องแกผัดฉ่าโขลกจนได้ที่แล้ว ส่วนปลาดุกขนาดกำลังดีที่จับได้จากคลองหน้าบ้านก็หั่นเป็นชิ้นเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นแม่ก็นำกระทะตั้งบนเตาผัดเครื่องแกงจนหอม ใส่เนื้อปลา กระชายซอย พริกไทยอ่อน กะเพรา และใบมะกรูด ผัดฉ่าปลาดุกราดข้าวสวยร้อนๆ จานนี้รับรองว่าไม่ได้มีดีที่ความอร่อยอย่างเดียวแน่นอน
กระชายกับศักยภาพการพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสก่อโรคโควิด-19
ปัจจุบันมีงานวิจัยมารองรับสรรพคุณของสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงไทยหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือกระชายที่มีข่าวเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยที่พบสารสำคัญจากกระชายขาวมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสโควิด-19 ในหลอดทดลอง โดยการศึกษาวิจัยปัจจุบันพบว่าสารสกัดจากกระชายนอกจากจะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ช่วยต้านการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหลอดทดลองแล้ว ยังพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพก่อโรค ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อราด้วย
โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีรายงานการศึกษาวิจัยจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ และคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับความก้าวหน้าของการค้นหายาต้านเชื้อไวรัสโคโรนาจากสารสกัดธรรมชาติและสมุนไพรที่เป็นอาหารของคนไทย จำนวน 121 ตัวอย่าง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า มีสารสกัดจำนวน 6 ชนิดที่มีศักยภาพยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส ASRSCoV-2 ที่ปริมาณความเข้มข้นของยาในระดับน้อยๆ และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ (ซึ่งผลดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบเทียบเคียงกับผลการยังยั้งของ FDA Approved Drugs ได้แก่ ยา Niclosamide และยา Hydroxychloroquine แล้ว)
โดยการศึกษาดังกล่าวพบสารสกัดจากสมุนไพร 2 ชนิดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ คือสารสกัดจากขิงและกระชายขาว ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่าสารสำคัญจากกระชายขาวมีฤทธิ์แรงที่สุด โดยให้สารแรงกว่าสารสกัดบริสุทธิ์ฟ้าทะลายโจร 30 เท่า และแรงกว่าสารสกัดขิง 10 เท่า ซึ่งถือว่าดีที่สุดในบรรดาสารที่นำมาทดสอบทั้งหมด โดยสารสำคัญ 2 ชนิดหลักในกระชายขาวที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสคือ แพนดูเรทินเอ (Panduratin A) และพินนอสตรอบิน (Pinostrobin) ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับ TCELS จะขยายผลการศึกษาสู่การทกสอบในสัตว์ทดลองและการศึกษาวิจัยในคนต่อไป หากได้ผลดีจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาต้านไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่เป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรได้
(ที่มา : จุลสารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ฉบับรวมเล่มปี 2561-2563)
พท.ป.นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กระชายมี 3 ชนิด ชนิดที่ 1 คือ กระชายขาว กระชายเหลือง หรือเรียกว่า กระชายแกง ซึ่งเป็นกระชายที่ใช้ทำอาหารทั่วไป ชนิดที่ 2 คือ กระชายแดง เป็นสมุนไพรหายาก ส่วนใหญ่หมอยาพื้นบ้านใช้ในตำรับยารักษาโรคมะเร็งตามศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน และชนิดที่ 3 คือ กระชายดำ ส่วนใหญ่ใช้ทำยาอายุวัฒนะบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งไวน์กระชายดำและน้ำหมักกระชายดำ
“กระชายทั้ง 3 ชนิดเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อนปร่า ซ่าๆ เวลากินเข้าไปจะรู้สึกชาปลายลิ้น มีคุณสมบัติขับลม กระจายเลือดลมได้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เวลาใครท้องอืด ท้องเฟ้อ กินอาหารที่มีส่วนประกอบของกระชายเยอะๆ จะช่วยลดอาการได้”
กระชายมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. จัดอยู่ในวงศ์ขิงข่า มีลักษณะเป็นเหง้าสั้น ลักษณะอวบน้ำ รูปทรงกระบอก ตรงกลางพองกว่าส่วนหัวและท้าย ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีรสเผ็ดร้อน ขม กลิ่นหอมฉุน พบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารสำคัญในน้ำหอมระเหย เช่น โบเซนเบอร์จินเอ (Boesenbergin A), พินนอสตรอบิน (Pinostrobin), แคมเฟอร์ (Camphor), คาร์ดามอนิน (Cardamonin), และแพนดูเรทินเอ (Panduratin A) นอกจากนั้นยังพบว่ากระชายอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก วิตามินเอและบี
ตามตำรับยาไทยใช้เหง้ากระชายช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดมวนท้อง รักษาโรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ช่วยขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด การแพทย์พื้นบ้านใช้บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน ชาวบ้านทั่วไปใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และปลา