ดัชนีมวลกายคู่การวัดรอบเอวต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง ส่งเสริมการมีสุขภาพดีห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

นพ.ธงชัย เลิศวิไสรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานประกาศขับเคลื่อนเกณฑ์ประเมินภาวะโภชนาการวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยใช้ดัชนีมวลกายร่วมกับรอบเอวปกติต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง ว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พบว่า สัดส่วนประชากรที่มีค่าดัชนีมวลกาย อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีรอบเอวเกิน เมื่อใช้เกณฑ์รอบเอวปกติน้อยกว่าส่วนสูงหารสอง เท่ากับร้อยละ 4.9 แสดงว่าคนที่มีดัชนีมวลกายปกติ ก็มีรอบเอวเกินได้

การประเมินสุขภาพเบื้องต้น โดยใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกายเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนได้ทั้งหมด กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดเกณฑ์การประเมินและเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ เพื่อส่งเสริมให้คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ มีภาวะโภชนาการดีและสุขภาพดี พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้เกณฑ์การประเมิน 2 เกณฑ์คือ 1. ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และ 2. ค่ารอบเอวปกติไม่เกินส่วนสูงหารสอง ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ได้แม่นยำมากขึ้น

ค่าดัชนีมวลกายสำหรับคนเอเชียที่อยู่ในวัยทำงานและผู้สูงอายุ ยังคงใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกคือ ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่วนเณฑ์รอบเอวจะใช้รอบเอวปกติต้องไม่เกินส่วนสูงหารด้วยสอง

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) โดยนำน้ำหนักตัวหารส่วนสูงยกกำลังสอง ค่าที่ออกมาบางกลุ่มไม่เกินเกณฑ์ที่บ่งชี้ว่าอ้วน แต่สิ่งที่กังวลคือไขมันรอบเอวที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพ บางคนอาจไม่รู้ตัวและส่งผลต่อความรุนแรงของโรคจนต้องนอน รพ. หรืออาจถึงขั้นพิการ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลลุกลามจนต้องตัดอวัยวะ ไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น การปรับเกณฑ์ด้วยการคิดค่าดัชนีมวลกายร่วมกับรอบเอวต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง ถือเป็นการป้องกันและตรวจจับความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดโรคได้

ที่มา  https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220818192054688


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar