เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล ประธานคณะทำงานส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญฯ เรื่อง "ประเทศไทยเกิดงานใหม่ ทักษะสูง รายได้ดี ในอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ AI” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินวุธ พิพัฒน์ภานุกูล และ คุณอภิเนตร อูนากูล คณะทำงานแผนงานฯ รวมทั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต นักวิจัยในโครงการ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และเจ้าหน้าที่ บพค. เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “จัดทำแผนที่นำทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจ สำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Industry and business Roadmap)” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การดำเนินงานของ “โครงการจัดทำแผนที่นำทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศไทย (AI-industry roadmap)” ที่สนับสนุนทุนโดย บพค. ณ ห้องประชุมเมย์แฟร์ แกรนด์ บอลรูม บี ชั้น 11 โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดทำแผนที่นำทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรม AI เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้าน AI ตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศไทย
โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ร่วมเป็นเกียรติในการประชุมและได้แสดงความเห็นเชิงนโยบายในมิติการรับมือวิกฤตพลังงานโดยการนำระบบดิจิทัล และนวัตกรรมมาใช้จัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยได้กล่าวว่า “ประเทศไทยยังมีทางออกจากวิกฤตพลังงาน หากสามารถบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผน AI Industry and Business Roadmap ที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในมิติทางนโยบาย AI มิได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็น ‘เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์’ ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และบริหารจัดการความเสี่ยงหรือวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที และควรมุ่งเน้นการนำ AI ไปสู่การใช้งานจริงที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในภาคเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยมีศักยภาพจากฐานข้อมูลเฉพาะทางในหลากหลายสาขาที่สามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและนวัตกรรม AI ของภูมิภาคได้ในอนาคต จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป”
ดร.ณิรวัฒน์ฯ ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญและแนวทางการดำเนินงานของ บพค. ในการสนับสนุนทุนวิจัยด้านเทคโนโลยี AI โดยกล่าวว่า “บพค. มุ่งขับเคลื่อน ‘AI Industry and Business Roadmap’ ผ่านการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม AI ของประเทศในบริบทที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดย บพค. วางบทบาทเป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศ (System Architect) ขับเคลื่อนการพัฒนาแบบยกระดับทั้งระบบ ครอบคลุมเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า กำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ”
ทั้งนี้ ยังระบุว่า “แม้ AI จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Digital & Computing แต่ในความเป็นจริง AI ได้แทรกอยู่ในทุกแพลตฟอร์มสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการแพทย์และชีววิทยา (AI for Biotechnology) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและระบบไฟฟ้า (AI for Enhancing Energy Efficiency and Power Systems) ด้านการพัฒนาวัสดุขั้นสูง (AI-driven Design for Advanced Materials) และ AI สำหรับข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Space & Geospatial) ซึ่งสะท้อนว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเฉพาะด้าน แต่เป็นตัวขับเคลื่อนของทั้งระบบเศรษฐกิจ”
ดร.ณิรวัฒน์ฯ ชี้ว่า “ไทยจำเป็นต้อง ‘ขยับตำแหน่ง’ ในห่วงโซ่คุณค่า AI จากผู้ใช้สู่ผู้สร้าง โดยมุ่งพัฒนาในระดับโครงสร้างพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ ควบคู่การต่อยอดสู่โมเดลเฉพาะทางในสาขาที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนทักษะสูง 7,500 คนใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ Semiconductor, EV และ AI ภายใน 2 ปี ด้วยแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการภาคอุตสาหกรรมจริง ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยการพัฒนากำลังคนทักษะสูง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม พร้อมจัดทำ AI Industry Roadmap และพัฒนากำลังคนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากกว่า 6,000 คน นอกจากนี้ ยังผลักดันโครงการต้นแบบนำ AI ใช้จริงในภาคการผลิต เช่น ระบบตรวจสอบเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ การบริหารสต็อก และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และลดความผิดพลาด โดยบางโครงการสร้าง ROI สูงถึง 247% รวมถึงสนับสนุนภาคเกษตรและ SME ให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ บพค. มุ่งยกระดับประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้ AI’ สู่ ‘ผู้พัฒนาและผู้ประกอบการ AI’ ผ่านความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
นอกจากนี้ บพค. เตรียมผลักดันแผน ‘AI for Manufacturing’ ในปี 2569 เพื่อยกระดับภาคการผลิตไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท ครอบคลุมโรงงานอย่างน้อย 100 แห่งต่อปี โดยย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีดิจิทัล แต่เป็นตัวเชื่อมสำคัญของทุกอุตสาหกรรมและกลไกหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ด้าน ดร.วิบูลย์ฯ กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีมาสร้างเศรษฐกิจ AI จะมุ่งเน้นที่แผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการลงมือทำจริงผ่านการเชื่อมโยง 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI กลุ่มผู้ให้บริการระบบขนาดใหญ่ กลุ่มผู้ให้บริการขนาดเล็ก และกลุ่มภาคตลาด โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการนำร่อง (POC) ขนาดเล็กที่สามารถต่อยอดได้จริง เพื่อสร้าง Use Case ที่ชัดเจนและขยายผลเชิงพาณิชย์ในระยะสั้น ทั้งนี้ กลไกภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนภายหลังผ่านการส่งเสริมมาตรการและโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อระบบนิเวศเกิดการขับเคลื่อนด้วยตัวเองตามเป้าหมายสำคัญของแผน ได้แก่ (1) เพิ่มผลิตภาพของประเทศและศักยภาพการส่งออกด้วย AI (2) กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง SI ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และ (3) ใช้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นฐานในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ นำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตของเศรษฐกิจ AI อย่างยั่งยืน”
คุณกร เธียรนุกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรยายในหัวข้อ “Digital and AI Thai Industry ในมุมมองของภาคเอกชน” ว่า “ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตและแรงงาน โดย AI เป็นทั้งโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและความเสี่ยงต่อการทดแทนแรงงาน ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจดิจิทัล ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Data Center และสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี รวมถึงขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเน้นว่าประเทศไทยควรกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและใช้จุดแข็งของตนเป็นอำนาจต่อรองในเวทีโลก”
ในส่วนของ ผศ. ดร.วรรณรัชฯ ได้นำเสนอ “แผนการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ AI Industry and Business Roadmap” ซึ่งสรุปเป็น Action Plan เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ของประเทศ โดยใช้แนวคิด AI Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงการประยุกต์ใช้งาน และเน้นการ ‘ต่อยอดและประยุกต์ใช้’ เทคโนโลยี ผ่าน Open Model และ Domain-specific AI ในอุตสาหกรรมศักยภาพ ทั้งนี้ ในระยะเร่งด่วนภายใน 3 ปี เสนอให้จัดตั้ง AI Sandbox เพื่อเร่งการใช้งานจริงและลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มผลิตภาพ สร้างผู้ใช้ AI ในภาคธุรกิจไม่น้อยกว่า 20,000 กิจการ และพัฒนาบุคลากรด้าน AI ประมาณ 10,000 คน ตลอดจนผลักดันโซลูชันไทยสู่ตลาดสากล โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน และใช้โครงการนำร่อง (POC) เชื่อมอุปสงค์และอุปทาน พร้อมปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนเชิงระบบ เพื่อให้ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างยั่งยืน
ภายในการประชุมยังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 - 2575) และประธานคณะกรรมการยกร่างด้านการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมด้วย นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อคิดเห็นกับหลากหลายหน่วยงาน โดยภาคการแพทย์ของสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการไทย เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่การใช้ AI อย่างจริงจัง โดยเน้นการพัฒนา ‘โซลูชันเฉพาะทาง’ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริงและสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เชิงทฤษฎี ขณะเดียวกันควรยกระดับมาตรฐาน ระบบข้อมูล และศักยภาพบุคลากรให้เทียบเท่าสากล พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนผ่านรูปแบบ Living Lab หรือโครงการนำร่อง (POC) เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ระบบสาธารณสุข ทั้งนี้ การพัฒนา AI ทางการแพทย์ควรมุ่งสู่ระดับที่ ‘มนุษย์ตีความและต่อยอดได้ (Human-interpreted AI)’ ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น GPU และระบบคลาวด์ เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญคือความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการใช้งานจริง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้วย AI อย่างเป็นรูปธรรม