รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสนำคณะมาศึกษาดูงานราชทัณฑ์ประเทศไทย

ในวันอังคาร​ที่ 15 กรกฎาคม 2568 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้การต้อนรับ รองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม (Associate Professor Muhammad Faishal Ibrahim) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานราชทัณฑ์ประเทศไทย

ในช่วงแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนให้การต้อนรับ รองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ ณ ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยทั้งสองฝ่าย ได้มีการหารือร่วมกันในหลายประเด็น อาทิ วัตถุประสงค์การศึกษาดูงาน สถานการณ์และสถิติอาชญากรรมของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการจัดการปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า  สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาอาชญากรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติและการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว เป็นต้น 

จากนั้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายยู่สิน  จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะ ได้หารือร่วมกับรองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ได้พบกันภายหลังจากที่ได้หารือร่วมกันมาแล้วที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2567 รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความยินดีแก่รองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ได้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม ควบตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย 

ในการหารือดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ชื่นชมสิงคโปร์โมเดล ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถกลับตนเป็นคนดี มีความรู้ มีทักษะเพียงพอที่จะประกอบอาชีพ และพัฒนาเป็นเครือข่ายที่มีความปลอดภัยในสังคม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนแนวทางป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้พ้นโทษมากกว่าร้อยละ 50 ที่มีการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่มีความท้าทาย และต้องเร่งแก้ไข ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่สิงคโปร์มาเยือน เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนางานราชทัณฑ์ต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวขอบคุณสิงคโปร์ที่ได้จัดให้คณะเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะผู้บัญชาการเรือนจำจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปศึกษาดูงานราชทัณฑ์ของสิงคโปร์ ภายใต้หัวข้อ "พหุวัฒนธรรมแห่งการฟื้นฟูไทย สิงคโปร์ : สู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงจากเรือนจำสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน" ระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2568 โดยพบว่าหลายโครงการสามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้เช่นกัน อาทิ การทำงานร่วมกับชุมชนภายใต้โครงการ Yellow Ribbon ซึ่งจะช่วยออกแบบแนวทางการฟื้นฟูและการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่สอดรับกับวัฒนธรรมเฉพาะของท้องถิ่นและสังคมพหุวัฒนธรรม อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับใช้ในบริบทพื้นที่และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวด้านกระบวนการยุติธรรมและการพัฒนาสังคม ทั้งนี้ หากมีโอกาส ในอนาคตขอเรียนเชิญคณะสิงคโปร์ไปเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และร่วมกันพัฒนาชุมชนแห่งความสำเร็จ (Community of Success) ในประเทศไทย

ในการนี้ รองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง รวมทั้งได้ชื่นชม และแสดงความประทับใจต่อความทุ่มเทและตั้งใจจริงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพ และส่งเสริมความสมานฉันท์ในสังคมไทย ซึ่งโดยส่วนตัวมีความดีใจที่เห็นรัฐมนตรีในภูมิภาคอาเซียนมีวิสัยทัศน์เช่นนี้ เนื่องจากงานราชทัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับสังคม โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรม ลดจำนวนผู้ต้องขัง และลดจำนวนผู้กระทำความผิดซ้ำได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสิงคโปร์สามารถลดอัตราการกระทำความผิดซ้ำได้ และผู้พ้นโทษออกมามีการประกอบอาชีพ เสริมสร้างการพัฒนาสังคม ตลอดจนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสิงคโปร์มีความยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จดังกล่าวให้กับไทย 

สำหรับมิติการสร้างสังคมสมานฉันท์ สิงคโปร์ ยินดีแลกเปลี่ยนต้นแบบที่ดีในการดูแลชนกลุ่มน้อย โดยใช้ศาสนานำ และเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่หลากหลาย แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งในประเด็นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความขอบคุณ โดยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ยกระดับยุติธรรมชุมชนซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ให้มีบทบาทมากกว่าการให้ความรู้และความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่อาจเพิ่มบทบาทในเชิงการเสริมสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างหลากหลายภายใต้โมเดล Community of Success ของสิงคโปร์ ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยให้ประเทศไทย รวมทั้งภูมิภาคมีความปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงสุดท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมงานเลี้ยงรับรอง รองศาสตราจารย์ มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐ ประจำกระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ โดยคณะสิงคโปร์ มีกำหนดศึกษาดูงานราชทัณฑ์ไทย ระหว่างวันที่ 15 - 18 กรกฎาคม 2568


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar