นายกฯ แถลงแผนพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) 1 มีนาคม 67

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อทำให้ประชาชนมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งและการท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยประเทศไทยถือว่ามีจุดแข็งหลายด้านที่ทำให้เป็นข้อได้เปรียบในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการคมนาคมทางอากาศ เช่น ตำแหน่งพื้นที่ที่อยู่ใจกลางของภูมิภาค สภาพอากาศที่เป็นมิตร Facilities ต่าง ๆ ด้วยทรัพยากรและความพร้อมดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคได้ในอนาคต
ส่องศักยภาพ 4 ท่าอากาศยานหลักของไทย 
การพัฒนาสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างงาน สร้างอาชีพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ เป็นต้นดึงเม็ดเงินให้กระจายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการค้าการลงทุนในระยะยาวอีกด้วย ตัวอย่างของท่าอากาศยานหลัก ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบัน 
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถือเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยที่มีบทบาททางยุทธศาสตร์เป็นประตูสู่นานาชาติ (International Gateway) ในการต้อนรับการมาเยือนของผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยและผ่านไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยมีความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จำนวน 45 ล้านคนต่อปี รองรับเที่ยวบินได้ 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ตลอดจนรองรับการขนถ่ายสินค้า 3 ล้านตันต่อปี ผนวกกับการเปิดใช้อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) (เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2) ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปี
ท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นท่าอากาศยานประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ถือเป็น
ท่าอากาศยานที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ยังเปิดให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2457 จนถึงปัจจุบัน 
ท่าอากาศยานดอนเมืองถือเป็นศูนย์กลางของสายการบินต้นทุนต่ำที่มีเส้นทางการบินทั้งในและระหว่างประเทศ และยังได้รับการจัดอันดับจาก CAPA Centre for Aviation (CAPA) ให้เป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารสายการบินโลว์คอสต์ มาใช้บริการมากที่สุดในโลกอีกด้วย ท่าอากาศยานดอนเมืองในปัจจุบันสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 30 ล้านคน/ปี แต่ด้วยการบริหารจัดการภายในสนามบินจึงรองรับผู้โดยสารประมาณ 40 ล้านคน/ปี เช่น ปี 2562 มีจำนวนผู้โดยสารรวม 41.3 ล้านคน/ปี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เกินขีดความสามารถการรองรับของสนามบินดอนเมือง ทั้งนี้ ในอนาคตมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
ท่าอากาศยานภูเก็ต เป็นสนามบินแห่งเดียวบนเกาะภูเก็ต รองรับเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความหนาแน่นของเที่ยวบินเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (รองมาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง) ท่าอากาศยานภูเก็ตมีบทบาทเป็น “ประตูสู่อันดามัน” หรือ “Gateway to the Andaman” มีการพัฒนาสนามบินให้มีความทันสมัยและเป็นจุดหมายปลายทางระดับ “Premium” ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงสุดหรู ร้านอาหารระดับโลก และบริการชั้นเยี่ยมต่าง ๆ เพื่อรองรับนักเดินทางจากทั่วโลกที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ทั้งนี้ พบว่า ท่าอากาศยานภูเก็ตมีปริมาณผู้โดยสารต่อปีราว 16.23 ล้านคน ซึ่งเกิดขีดความสามารถที่รองรับได้จริงเพียง 12 ล้านคนต่อปี
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เดิมใช้ชื่อว่า “สนามบินสุเทพ” เริ่มเปิดดำเนินการครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2477 กลายเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวดินแดนล้านนาและภาคเหนือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 
มีบทบาทเป็น “ประตูสู่วัฒนธรรมล้านนา” หรือ “Gateway to Lanna Heritage” ปัจจุบันท่าอากาศยานจังหวัดเชียงใหม่ มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 8 ล้านคนต่อปี และกำลังอยู่ในช่วงการขยายขีดความสามารถในการรับนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น
จึงเห็นได้ว่าด้วยศักยภาพของท่าอากาศยานไทยข้างต้น และท่าอากาศยานอื่น ๆ ผนวกกับความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และศักยภาพของไทย เช่น การท่องเที่ยว เป็นต้น จึงเป็นจุดแข็ง และเป็นโอกาสที่ทำให้ไทยสามารถ
จะยกระดับศักยภาพของประเทศเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางอากาศได้ในอนาคต
นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ประเทศไทย หนุนไทยเป็น “ศูนย์กลางการบิน” 
ด้วยศักยภาพข้างต้น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศวิสัยทัศน์ Thailand Vision ที่ทำเนียบรัฐบาล มุ่งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ตั้งเป้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็นที่ 1 ของภูมิภาค โดยหนึ่งในนั้น คือ การยกระดับศักยภาพด้านการบินของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้มีการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิในประเทศไทยขึ้น ซึ่งถือเป็นสนามบินที่ทันสมัยมากที่สุดในภูมิภาค โดยประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ กว่า 280 ล้านคน ได้พึ่งพาสุวรรณภูมิเป็นจุดศูนย์กลางกระจายผู้โดยสาร ส่วนดอนเมืองถือเป็นสนามบินแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้บัญชาการทหารอากาศจะมอบสนามกอล์ฟ สนามงู หรือกานตรัตน์ คืนให้รัฐบาล ทำให้สามารถพัฒนาสนามบินดอนเมืองให้เป็นสนามบินที่สองได้ดีขึ้น รวมทั้งสนามบินทหารทั่วประเทศ ที่จะนำมาใช้งานร่วมกับสนามบินพาณิชย์ โดยมีการจัดตารางการบินเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน 
ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนจะพัฒนาสนามบินให้รองรับการ Transit ของสายการบิน และเตรียมปรับเปลี่ยนเส้นทาง ตารางบินให้เหมาะสม เพื่อเพิ่ม Transit Capacity ให้สูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีระยะทางไปยังศูนย์กลางทางเศรษฐกิจได้ทั่วโลก ใกล้กว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีสนามบิน ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ที่พร้อมเป็น Home-base และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเรื่องรันเวย์ อาคารผู้โดยสาร คลังสินค้า สร้างระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพิ่มทรัพยากรบุคคล การตรวจความปลอดภัย เสริมคุณภาพการบริการทุกระดับ เพื่อเตรียมพร้อมจะเป็น Homeland ของสายการบินทั้งไทยและสายการบินนานาชาติ เพียบพร้อมไปด้วยศูนย์ดูแลรักษา ซ่อมบำรุง ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค จะทำให้ภาคบริการ ภาคการขนส่ง โรงแรม การท่องเที่ยว อาหาร ตลอดจนสินค้าเกษตร เติบโตไปยังตลาดโลก
โดยในงาน Ignite Thailand สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าวันที่ 1 มีนาคม 2567 จะมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการพัฒนาระบบการบิน Aviation Hub ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายอุตสาหกรรม 8 ด้าน 
ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน ซึ่งรัฐบาลเราทำจริง ทำเป็น และกำลังดำเนินการตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ เพื่อผลักดัน ขยายสุวรรณภูมิให้เป็น Hub ใหญ่ระดับโลก
ทอท. เปิดแผนพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานไทย
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หน่วยงานผู้กำกับท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานเชียงราย ปัจจุบันมีแผนลงทุนที่สำคัญจนถึงปี 2570 วงเงินลงทุนรวมเกือบ 4 แสนล้านบาท โดยหลัก ๆ จะเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างสนามบิน มีรายละเอียด ดังนี้
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
1) โครงการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศตะวันออก (East Expansion)
•    เพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร
•    รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 7,830 ล้านบาท
2) โครงการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันตก (West Expansion)
•    เพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร
•    รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 7,830 ล้านบาท
3) โครงการพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion)
•    เพิ่มพื้นที่ 348,000 ตารางเมตร
•    รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 30 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 40,000 ล้านบาท
4. โครงการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายด้านทิศใต้ (South Expansion)
•    วงเงินลงทุน 100,000 ล้านบาท
     นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 (SAT-2) จำนวน 28 หลุมจอด และทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 3 ที่กำลังดำเนินการ และรันเวย์ที่  4 วงเงินรวมเงินลงทุนทั้งหมดนี้กว่า 2 แสนล้านบาท รองรับผู้โดยสารเป็น 150 ล้านคนต่อปี
โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3
•    เพิ่มพื้นที่ 160,000 ตารางเมตร
•    รองรับผู้โดยสาร 50 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 37,000 ล้านบาท
ท่าอากาศยานล้านนา (ท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2)
•    รองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 70,000 ล้านบาท
ท่าอากาศยานอันดามัน (ท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2)
•    รองรับผู้โดยสาร 22.5 ล้านคนต่อปี
•    วงเงินลงทุน 80,000 ล้านบาท
รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา และอันดามัน
แผนการพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน
•    ตามแผนแม่บทที่จะพัฒนาเป็นท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 บริเวณตำบลโคกกลอย จังหวัดพังงา บนพื้นที่ราว 6,000 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาแผนประมาณ 8 เดือน ทั้งนี้ ภายหลังจากการศึกษาแล้วเสร็จก็จะดำเนินการในขั้นตอนออกแบบรายละเอียดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตพื้นที่ทั้งหมด วิธีการก่อสร้าง งบประมาณ และการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หลังจากนั้นก็จะนำเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาขออนุมัติดำเนินการ และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
•    ขั้นตอนการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และขั้นตอนการขออนุมัติ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 
3 ปี หลังจากนั้นจะดำเนินการในขั้นตอนเปิดประกวดราคา และดำเนินการก่อสร้างโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ปี รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 
คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573 – 2574
แผนการพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา
•    บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มีแผนลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 ที่จะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับท่าอากาศยานอันดามัน แต่เชียงใหม่จะมีความยากกว่าเนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน อาจทำให้การจัดหาที่ดินยากและล่าช้า ซึ่งพื้นที่เดิมที่เคยศึกษา คือ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน ประมาณ 5,000 – 6,000 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 20 ล้านคนต่อปี
ประธานบอร์ด AOT ตั้งเป้าไทยติดสนามบินดีสุดอันดับต้นของโลก
(15 มกราคม 2567) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “ยกระดับการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางอากาศแห่งภูมิภาค สู่ประตูการบินของโลก” เพื่อกระตุ้นการขับเคลื่อนให้สนามบินของ AOT ติดสนามบิน
ดีสุดอันดับต้นของโลกให้ได้ โดยมีนโยบาย ดังนี้
นโยบายเร่งด่วน เร่งทำทันที ได้แก่
•    เร่งปรับปรุงพื้นที่ทางกายภาพและระบบอำนวยความสะดวกทั้งระบบในและนอกอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ให้พร้อมตอบสนองนโยบายเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติของรัฐบาล
•    การเร่งบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินชั้นนำตามมาตรฐานสากลให้ได้ในปี 2567
นโยบายระยะต่อเนื่อง (Flag Ship Project สำคัญ 4 โครงการ) ได้แก่
•    เร่งขยายอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานหลัก คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง โดยขณะนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำลังพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณต่อไป ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง ก็มีความคับแคบในขณะที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก จึงจะมีการปรับปรุงก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ อาคาร 1 ให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคน/ปี เป็น 50 ล้านคนต่อปี โดยขณะนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณเรียบร้อยแล้ว 
•    เร่งติดตั้งระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ Automatic Channels เพื่อสนับสนุนงานตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเครื่องเดิมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีอายุกว่า 10 ปี และมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยระบายความหนาแน่นของผู้โดยสารระหว่างประเทศได้คล่องตัวยิ่งขึ้น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ 
•    เพิ่มทางวิ่งเส้นที่ 3 หรือ 3rd Runway ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับเที่ยวบินเพิ่มเป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง นอกจากนั้นจะมีการปรับปรุงหลุมจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและขออนุญาต โดยจะอนุมัติได้ในเดือนธันวาคม 2567 นี้ และจะเริ่มก่อสร้างช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 - ธันวาคม 2573 
•    จัดทำ Application “SAWASDEE” บนสมาร์ทโฟน เพื่อรองรับการบริการผู้ใช้บริการสนามบินมี 10 ฟังก์ชัน มีทั้งการค้า (Commercial) หรือ AOT Point และฟังก์ชันการบริการ อีก 9 รายการ เช่น ด้าน Check-in, Flight & Baggage, Map & Navigation, Transportation, Airport Service, Shopping, Check Flight & Alert, Help Desk เป็นต้น โดยกำลังพัฒนาฟังก์ชันเกี่ยวกับ Customer Feedback และ Contact Us รวมถึง Queue Time และ Taxi Reservation มาใช้ด้วย รวมถึงยังพัฒนาระบบ Common Use Passenger Processing System หรือ CUPPS มาใช้รองรับการบริการที่สนามบินทั้ง 6 แห่งของ AOT ด้วย
นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีสนามบินภูมิภาคโอนจากกรมท่าอากาศยานมาอยู่ในการบริหารของ AOT คือ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานอุดรธานี และท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งจะต้องมีการร่วมหารือกับทุกฝ่ายทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อยกระดับความสามารถของสนามบินทั้ง 3 แห่ง ให้เป็นประตูบานใหม่ของประเทศที่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้เข้ามาสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ภูมิภาคดังกล่าวตามนโยบายรัฐบาล
ทอท. จับมือ ตม.2 ติดสปีดบริการสนามบิน
(25 กุมภาพันธ์ 2567) นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ พล.ต.ต. เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (ผบก.ตม.2) ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พบว่าปัจจุบัน ทอท. อยู่ระหว่างดำเนินการในหลายส่วน โดยเฉพาะ
ในท่าอากาศยานหลักที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการจำนวนมาก เช่น ทสภ. นับตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ 2567 มีผู้โดยสารในชั่วโมงคับคั่ง โดยรอคิวในช่วงหนาแน่นสูงสุดราว 1 ชั่วโมง 10 นาที โดยระยะเวลารอคิวเฉลี่ย 46 นาที ซึ่งนานเกินกว่าที่ ทอท. ตั้งเป้าไว้ว่าไม่ควรเกิน 30 นาที ดังนั้น จึงมีนโยบายเร่งด่วนในการปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มความเร็วในการให้บริการ ดังนี้ 
•    จัดจ้างเจ้าหน้าที่สนับสนุนกระบวนการตรวจค้น และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในท่าอากาศยาน จำนวน 800 อัตรา ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2567
•    ตม.2 จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจลงตราให้เต็มทุกเคาน์เตอร์ก่อนเข้าสู่ชั่วโมงคับคั่ง และบรรจุเจ้าหน้าที่ใหม่ 200 อัตรา คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 รวมทั้งมีแผนบรรจุเพิ่ม 400 อัตรา ภายในปีนี้
•    ติดตั้งระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic channels) ทั้งผู้โดยสารขาเข้าและขาออกเพิ่มเติม ตลอดจนพัฒนาซอฟต์แวร์ของระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จำนวน 80 ช่องตรวจ 
โดยจะติดตั้ง 20 ชุดแรก ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 และให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567
•    ประสานความร่วมมือการขออนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) 
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจค้นให้สอดรับกับรูปแบบการเดินทางในปัจจุบัน เช่น การตรวจ Power bank เป็นต้น โดย ทอท. ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุนแล้วสามารถลดขั้นตอนบางส่วนลงได้ แต่ยังคงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด 
นอกจากนี้ ทอท. ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบบริการผู้โดยสารสมัยใหม่เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการผู้โดยสารทั้ง 6 ท่าอากาศยาน ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลาการรอคอยและแก้ปัญหา คอขวด บรรเทาความหนาแน่นของผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน ได้แก่ 
•    ระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Terminal Equipment: CUTE) เป็นระบบอำนวยความสะดวกและจัดการด้านการเข้าถึงระบบเช็กอินผู้โดยสารผ่าน Airlines Application 
•    ระบบเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service: CUSS) เป็นระบบอำนวยความสะดวก และจัดการด้านการเข้าถึงระบบเช็กอินผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริการแบบ Self-Service ซึ่งผู้โดยสารไม่ต้องต่อแถวรอ 
•    ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD) ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระสู่สายพานลำเลียงได้ด้วยตนเองอัตโนมัติ 
•    ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร (Passenger Validation System: PVS) เป็นระบบการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน 
•    ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (Self-Boarding Gate: SBG) เพิ่มความสะดวกสบายนักเดินทาง 
•    ระบบ Individual Carrier System (ICS) ซึ่งเป็นระบบขนส่งสัมภาระความเร็วสูงและมีความแม่นยำสูงในการตรวจสอบติดตามสัมภาระ 
•    ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ขาออก (Auto Channel) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหนังสือ เดินทางจากเดิม 5,000 คนต่อชั่วโมง เป็น 10,000 คนต่อชั่วโมง 
•    ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover: APM) รถไฟฟ้าเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสารกับอาคาร SAT-1 
คมนาคม เร่งเตรียมความพร้อม “ครูการบิน” รองรับ Aviation Hub
    (25 กุมภาพันธ์ 2567) นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ เยี่ยมชมศูนย์ฝึกการบินหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) เพื่อรับทราบแผนพัฒนา ศูนย์ฝึกการบินหัวหิน เพื่อได้เห็นสภาพและข้อเท็จจริงในการผลักดันสนับสนุนการของบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวงเงิน 414 ล้านบาท ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ศูนย์ฝึกการบินหัวหินจะต้องได้รับการพัฒนา เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตนักบินเชิงพาณิชย์ รวมถึงบุคลากรด้านการบินหลักของประเทศ โดยแผนพัฒนาศูนย์ฝึกการบินฯ ของ สบพ. มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ 4 ของนายกฯ ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ สบพ. เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาอาคารสถานที่ในเฟสที่สองและเฟสที่สาม ตามแผนการพัฒนาศูนย์ฝึกการบิน เครื่องบิน Simulator และการเตรียมบุคลากรครูการบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมด้านการบินในประเทศไทย และรองรับเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค
กพท. กางแผน ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้มีการวางแผนผลักดันเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยแบ่งการดำเนินงาน ออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะสั้น (ปี 2567 – 2568)
•    ขยายขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน 1.2 ล้านเที่ยวบินภายในปี 2568
•    ขยายขีดความสามารถในการองรับผู้โดยสาร 180 ล้านคนภายในปี 2568
•    มีกลยุทธ์ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ
•    ลดระยะเวลาการต่อเครื่อง MCT (Minimum connecting time) 75 นาที
•    การบริการจัดการอากาศยานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ระยะกลาง (ปี 2569 – 2571)
•    ขยายขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน 1.4 ล้านเที่ยวบินภายในปี 2571
•    ขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 210 ล้านคนภายในปี 2571
•    อันดับของประเทศด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศในทวีปเอเชียแปซิฟิกดีขึ้น
•    ลดระยะเวลาการต่อเครื่อง MCT (Minimum connecting time) 60 นาที
ระยะยาว (ปี 2572 – 2580)
•    ขยายขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน 2.1 ล้านเที่ยวบินภายในปี 2580
•    ขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 270 ล้านคนภายในปี 2580
•    อันดับของประเทศด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศในทวีปเอเชียแปซิฟิก อันดับ 1 ใน 5
•    ลดระยะเวลาการต่อเครื่อง MCT (Minimum connecting time) 45 นาที
หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567
แนวทางการสื่อสาร
1. ประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
2. นำเสนอถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยยกตัวอย่างท่าอากาศยานในพื้นที่/ท่าอากาศยานใกล้เคียง เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวจากท่าอากาศยานมายังแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชน เกิดธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายมีโอกาสค้าขายได้ดีขึ้น เป็นต้น
3. นำเสนอความพร้อมของภาครัฐ/เอกชนต่อการรองรับการเป็นศูนย์ทางด้านการบินของประเทศไทย เช่น สนามบิน ภาคธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า เป็นต้น 

#ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค #AviationHub #Hubการบิน #กระทรวงคมนาคม 
#ท่าอากาศยานไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar