นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีนโยบายให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูและทดแทนการจับจากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันบางชนิดมีปริมาณลดน้อยลง โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังมีแผนพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยงทั้งด้านการผลิต การแปรรูป รวมถึงเปิดช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน เช่น ปลาบู่ พบการอาศัยได้ในบริเวณพื้นที่น้ำจืดและน้ำกร่อยเล็กน้อยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู ปัจจุบันจัดเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงาม โดยผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบมีชีวิต แช่เย็น และสัตว์น้ำสวยงาม และด้วยความต้องการของปลาบู่ โดยเฉพาะจากตลาดต่างประเทศมีเพิ่มขึ้นทุกปี จึงทำให้ปลาบู่มีราคาสูงขึ้น กรมประมงจึงได้สนับสนุนให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเพาะขยายพันธุ์พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำลูกพันธุ์ไปเลี้ยง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยลดการจับจากธรรมชาติ และทำให้การประกอบอาชีพเกิดความยั่งยืนยิ่งขึ้น
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบู่โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยได้นำพ่อแม่พันธุ์ขนาด 200-300 กรัม จำนวน 23 คู่ มาเพาะขยายพันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร และใช้กระเบื้องแผ่นเรียบที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำเป็นกระโจมสามเหลี่ยมมาวางไว้รอบบ่อเพื่อให้แม่ปลาวางไข่ พร้อมทำการตรวจการวางไข่ทุก 3 วัน พบว่าอัตราการรอดของลูกปลาอยู่ที่ร้อยละ 77 ทั้งนี้ ในปี 2565 ทางศูนย์ฯ สามารถจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาบู่ขนาด 1 นิ้ว ให้เกษตรกรชุดแรกแล้วจำนวน 10,000 ตัว และในปี 2566 ตั้งแผนที่จะเพิ่มปริมาณผลผลิตเพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ถึง 42,000 ตัว เพื่อขยายผลประโยชน์ทั้งทางด้านการอนุรักษ์และเชิงพาณิชย์ต่อไป
ที่มา : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG230511100110604