รัฐบาลเร่งวางแผนรับมืออุทกภัย–ภัยแล้งภาคกลาง "รมว.สุรศักดิ์" เปิดบ้านอยุธยาต้อนรับ “รองนายกฯ เอกนิติ” ถกแผนรับมืออุทกภัยภาคกลาง มั่นใจกรุงเก่าพร้อม 24 ชม. ปกป้องประชาชน-นิคมอุตสาหกรรม

โชว์แผนเผชิญเหตุ-นวัตกรรม “ไม้เช็คไฟในน้ำ” คุมเข้มพื้นที่เศรษฐกิจ อัปเดตเมกะโปรเจกต์คลองบางบาล-บางไทรทะลุ 70% ชูแอป “ทางรัฐ-ThaiD” เยียวยาไว ไร้รอยต่อ

พระนครศรีอยุธยา, 9 สิงหาคม 2569 — นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าบ้านพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับและร่วมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ให้เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับผิดชอบคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569 พื้นที่ภาคกลางอาจมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกอาจทำให้ฤดูแล้งยาวนานขึ้นและเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำต้นทุนในบางพื้นที่

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย โดยทบทวนแผนเผชิญเหตุและติดตามสถานการณ์แบบ Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว 159 แห่ง ครอบคลุม 16 อำเภอ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 92 เครื่อง รอบเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการ 5 แห่ง รวมถึงจัดทำ “ไม้เช็คไฟในน้ำ” เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วไหลในพื้นที่น้ำท่วม

จังหวัดยังประเมินปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์น้ำ ทั้งการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่มากกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เขื่อนพระราม 6 ที่มากกว่า 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณฝนตกหนักในพื้นที่ และภาวะน้ำทะเลหนุน เพื่อใช้ประกอบการเฝ้าระวังและวางแผนรับมือสถานการณ์

ในด้านการบริหารจัดการน้ำระยะยาว จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร ซึ่งมีเป้าหมายผันน้ำเพื่อเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา สามารถรองรับการระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยข้อมูล ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 มีความก้าวหน้าสะสม 70.682% จากแผน 84.280% รวมถึงโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง ซึ่งดำเนินการเพื่อควบคุมปริมาณน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและจ่ายค่าที่ดินแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570

ในระดับภาคกลาง การเตรียมความพร้อมยังครอบคลุมถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวรวม 2,394 แห่ง รองรับประชาชนได้กว่า 944,324 คน พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยที่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งรถสูบส่งน้ำระยะไกล รถผลิตน้ำดื่ม และอากาศยานปีกหมุน KA-32 สำหรับเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาด รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย 35,476 คน และสมาชิก อปพร. 114,779 คน พร้อมระบบสื่อสารสำรอง VHF Radio และ Trunked Radio รองรับกรณีระบบสื่อสารหลักขัดข้อง

ขณะเดียวกัน การรับมือไม่ได้มุ่งเฉพาะการจัดการน้ำ แต่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประชาชน โดยกำหนดให้เพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านทุกช่องทาง ทั้งหอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อสังคมออนไลน์ เครือข่ายอาสาสมัคร อปพร. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรับทราบสถานการณ์และเตรียมตัวได้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS Cell Broadcast และแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert

สำหรับการเผชิญเหตุ หากเกิดสถานการณ์ขึ้น จะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในแต่ละระดับ เพื่อควบคุม สั่งการ และระดมกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ตลอดจนเตรียมการด้านอาหาร น้ำดื่ม การรักษาพยาบาล การอพยพ การจัดยานพาหนะที่เหมาะสม และการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมและระบบไฟฟ้าให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

ด้านการดูแลประชาชนหลังเกิดภัย กำหนดให้เร่งสำรวจความเสียหาย จัดทำบัญชีความเสียหาย และบูรณาการหน่วยงาน มูลนิธิ องค์การสาธารณกุศล และประชาชนจิตอาสา เข้าฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยการช่วยเหลือต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ยังมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือออนไลน์ เชื่อมโยงข้อมูลกับ ThaiD และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อช่วยยืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลข้ามหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายเงินเยียวยา

ส่วนการเตรียมรับมือภัยแล้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังไม่มีสถานการณ์ภัยแล้ง แต่ได้จัดเตรียมแผนการจัดสรรน้ำสำหรับฤดูแล้งปี 2568/69 รวม 825.5 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยร้อยละ 94 เป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร พร้อมกำหนดแนวทางเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด วางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละภาคส่วน และเตรียมการช่วยเหลือกรณีขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภัยพิบัติในเชิงรุก โดยเชื่อมโยงตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย การเตรียมทรัพยากร การบัญชาการเมื่อเกิดเหตุ การช่วยเหลือประชาชน ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยา เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีแนวทางปฏิบัติร่วมกันและสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์

ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/167443


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar