นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม ประตูเศรษฐกิจการค้าชายแดน เริ่มสัญจร ขนส่งสินค้า 11 ก.ค. 69

📌บทสรุป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย ทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการค้า การลงทุน การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ เริ่มเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

เวลา 05.00 - 23.00 น. ของทุกวัน สามารถรองรับปริมาณรถบรรทุกสินค้าขนส่งระหว่างประเทศได้มากกว่า 2,000 คันต่อวัน คาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้จากจัดเก็บภาษีอากรศุลกากรได้มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งไทยและมาเลเซียได้ตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน สำหรับด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ทำการตลาดเชิงรุกกระตุ้นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและคาราวานท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และผลักดันเส้นทางท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางระหว่างกันในรูปแบบการท่องเที่ยวขับรถข้ามแดน และยกระดับภาคใต้ของไทยสู่การเป็น Southern Tourism Gateway เชื่อมโยงการเดินทางไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อกระจายรายได้สู่พื้นที่ชายแดนและเมืองน่าเที่ยวของภาคใต้ และเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอาเซียน

📌รายละเอียด

(10 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซียในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยถนนเชื่อมต่อสายนี้จะเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เวลา 05.00 - 23.00 น. ของทุกวัน หลังทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันโครงการต่อเนื่องหลายปี จนสามารถเชื่อมด่านศุลกากรของทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อย่างสมบูรณ์ ในพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เดินผ่านประตูด่านศุลกากรทั้งสองฝั่ง และเดินมาจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางของด่าน เพื่อแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังฝั่งมาเลเซียเพื่อร่วมเปิดแผ่นจารึกและรับประทานอาหารกลางวันในฐานะเจ้าภาพ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ รัฐบาลเชื่อว่า เมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น

ด่านสะเดา ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า เพิ่มขีดความ สามารถและศักยภาพในการรองรับการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน บรรเทาปัญหาความแออัดด้านการจราจรของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่นี้จัดเป็นด่านทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับปริมาณรถบรรทุกสินค้าขนส่งระหว่างประเทศได้มากกว่า 2,000 คันต่อวัน และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้จากจัดเก็บภาษีอากรศุลกากรได้มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียได้อย่างเต็มศักยภาพ

อีกทั้งจากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล-เปอร์ลิส และนราธิวาส-กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน สร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว โดยไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ

สำหรับด้านการท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ถนนเชื่อมต่อระหว่างด่านศุลกากรสะเดา จังหวัดสงขลา และด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แต่เป็น Tourism Infrastructure ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจรองรับการเติบโตของกลุ่ม Overland Tourism โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งมีพฤติกรรมการเดินทางมายังประเทศไทยด้วยการคมนาคมทางบกเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้การเดินทางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยได้ทำการตลาดเชิงรุกรองรับการเปิดด่านแห่งใหม่ร่วมกับพันธมิตรการท่องเที่ยวในพื้นที่มาเลเซียและชมรมผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ของมาเลเซีย กระตุ้นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและคาราวานท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผลักดันเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Scenic Route (เส้นทางขับรถชมวิว) เพื่อกระตุ้นการเดินทางระหว่างกันในรูปแบบการท่องเที่ยวขับรถข้ามแดน (Cross-border Tourism) ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่พื้นที่ชายแดนและเมืองน่าเที่ยวของภาคใต้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเดินทางด้วยกลยุทธ์ Value over Volume เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานบริเวณด่านสะเดาแห่งใหม่ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบ Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle (IMT-GT) ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของภูมิภาค โดย ททท. เชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับภาคใต้ของไทยสู่การเป็น Southern Tourism Gateway เชื่อมโยงการเดินทางไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ และเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอาเซียนในระยะยาว และในช่วงการเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ททท. ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ “New Hatyai” เชิญผู้ทรงอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (KOL) จากประเทศมาเลเซีย มาถ่ายทอดมุมมองใหม่ของหาดใหญ่ พร้อมเชื่อมโยงการเดินทางสู่จังหวัดพัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช ควบคู่กับการจัดกิจกรรม Roadshow, Joint Marketing และประชาสัมพันธ์ร่วมกับพันธมิตรในประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่จากเมืองชายแดนสู่เมืองน่าเที่ยวของประเทศไทย

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 - 21 มิถุนายน 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าไทยแล้ว 2,054,203 คน เป็นนักท่องเที่ยวผ่านด่านทางบกจำนวน 1,768,663 คน คิดเป็นร้อยละ 86.1 และเป็นนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านสะเดาถึง 1,041,816 คน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 50.7

ของนักท่องเที่ยวมาเลเซียทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียถือเป็นนักท่องเที่ยว

กลุ่มศักยภาพที่เดินทางเข้าประเทศไทยเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจีน ทั้งด้านความถี่ในการเดินทางและ

การเดินทางซ้ำ นิยมเดินทางมาไทยเพื่อพักผ่อนวันหยุดและเป็น Weekend Destinations โดยมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทย ได้แก่ สงขลา กรุงเทพมหานคร นราธิวาส ยะลา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล

ประวัติด่านศุลกากรสะเดา เดิมเป็นด่านชายแดนทางบกสำคัญของไทย ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ตรงข้ามกับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 จึงนับเป็นด่านที่มีประวัติยาวนานมากกว่า 100 ปี ต่อมาในปี 2559 รัฐบาลจึงพัฒนาด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่บนพื้นที่ประมาณ 596 ไร่ 1 งาน 18 ตารางวา โดยเริ่มสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ใช้งบประมาณประมาณ 1,532 ล้านบาท และก่อสร้างอาคารหลักแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562 ภายในด่านใหม่มีทั้งอาคารสำนักงาน อาคารตรวจผู้โดยสารและยานพาหนะ อาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal ตลอดจนช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และช่องตรวจรถบรรทุกสินค้าขาเข้า–ขาออกขาละ 8 ช่อง พร้อมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์รถบรรทุกแบบ Fast Scan และระบบชั่งน้ำหนัก เพื่อให้ตรวจปล่อยสินค้าได้รวดเร็วและรองรับรถบรรทุกได้มากกว่าด่านเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้อาคารด่านจะสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2562 แต่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ทันที เนื่องจากถนนจากด่านใหม่ของไทยยังเชื่อมต่อกับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียไม่สมบูรณ์ รวมทั้งต้องหารือเรื่องแนวเขตแดน ระบบการจราจร รั้วชายแดน กฎหมาย และรูปแบบการบริหารจุดผ่านแดนร่วมกัน ทำให้โครงการต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการประสานงานและก่อสร้างส่วนเชื่อมต่อให้ครบถ้วน ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ด่านสะเดาแห่งใหม่เริ่มเปิดปฏิบัติพิธีการศุลกากรขาออกสำหรับรถบรรทุกสินค้าและสินค้าผ่านแดน เพื่อทดสอบระบบและลดปัญหารถบรรทุกติดสะสมบริเวณด่านเดิม ขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลและนักท่องเที่ยวยังคงใช้ด่านเดิมในช่วงเตรียมการเปิดเต็มรูปแบบ กระทั่งวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ร่วมกันเปิดถนนเชื่อมระหว่าง ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการ


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar