“พัฒนา” นำทีม สธ.ไทย ร่วมประชุม WHA79 แสดงวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนระบบสุขภาพด้วย “ดิจิทัล-AI” พร้อมโชว์ 3 นวัตกรรมเด่นเห็นผลจริง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำทีมผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 79 หารือร่วมรัฐมนตรีสาธารณสุข 5 ประเทศ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนระบบสุขภาพด้วย “ดิจิทัล-AI”

  เน้นย้ำใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาประชาชน ลดภาระงาน ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพบริการทุกกลุ่มวัย นำเสนอ 3 นวัตกรรมเด่นเห็นผลจริง ทั้งแผนที่สุขภาพประเทศไทย - หมอพร้อม - AI ทางการแพทย์ 
         นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้นำทีมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เป็นคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 79 และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 18-23 พฤษภาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยภารกิจวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีสาธารณสุข 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย รัสเซีย โซมาเลีย ชิลี นอร์เวย์ และจีน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน “การขับเคลื่อนระบบสุขภาพแห่งอนาคตเพื่อความเท่าเทียมและการเข้าถึงในยุคดิจิทัล – จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ” โดยได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานด้านระบบดิจิทัลสุขภาพของประเทศไทย ที่มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสนับสนุนระบบสุขภาพอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นที่จะช่วยให้การบริการสุขภาพสามารถเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง ครอบคลุม และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยออกแบบเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มข้อมูล เพื่อเป็นกลไกแก้ปัญหา ทั้งคุณภาพบริการ การลดต้นทุน ลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพและความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับประชากรทุกกลุ่ม
          นายพัฒนากล่าวต่อว่า แนวทางของไทย คือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงระบบสุขภาพ 4 ระดับ ได้แก่ ประชาชน ชุมชน สถานพยาบาล และระบบข้อมูลระดับชาติ โดยได้แบ่งปันประสบการณ์และความสำเร็จ 3 เรื่อง คือ 1.แผนที่สุขภาพประเทศไทย (Thailand Health Atlas) แพลตฟอร์มข้อมูลภูมิสารสนเทศที่สนับสนุนการแพทย์ปฐมภูมิและการวางแผนบริการสุขภาพในระดับท้องถิ่น ช่วยให้เห็นพิกัดที่ตั้งของประชากรกลุ่มเปราะบางระดับครัวเรือนและชุมชน สามารถจัดสรรทรัพยากรไปยังจุดที่มีความจำเป็นมากที่สุดได้แม่นยำ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก 0-5 ปี และผู้ป่วย NCDs ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริงในเหตุการณ์อุทกภัยปี 2567 โดยกำลังบูรณาการข้อมูลคุณภาพอากาศ PM2.5 เข้าสู่ระบบ เพื่อระบุตัวผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงในพื้นที่คุณภาพอากาศที่เป็นอันตราย 2.ระบบหมอพร้อม มีผู้ใช้งานมากกว่า 30 ล้านคน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านสมาร์ทโฟน มีการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลตามหลักมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เปลี่ยนผ่านระบบส่งต่อผู้ป่วยจากเอกสารกระดาษมาสู่ดิจิทัลที่ใช้งานแล้วมากกว่า 3 ล้านครั้ง ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการ และ 3.นวัตกรรม AI โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูง ทั้งศูนย์รวมข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ (Imaging Data Hub) เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและวินิจฉัยโรคสำคัญ เช่น วัณโรคปอดและมะเร็งปอด เป็นต้น พัฒนา Internet of Medical Things Data Hub เพื่อให้ข้อมูลจากอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อสุขภาพ เช่น สัญญาณชีพ เครื่องมือติดตามโรคเรื้อรัง และอุปกรณ์สุขภาพประจำบ้าน สามารถเชื่อมต่อกับระบบบริการสุขภาพได้ ซึ่งจะช่วยขยายการดูแลรักษาจากโรงพยาบาลไปสู่บ้าน ชุมชน และหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้มีความต่อเนื่องและเชิงรุกมากขึ้น
       “นวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับกฎหมาย ธรรมาภิบาล และมาตรฐานที่เหมาะสม ซึ่งไทยมีการดำเนินงาน 3 ทิศทาง คือ 1) นวัตกรรมที่ออกแบบกลไกกำกับดูแลควบคุมป้องกันตั้งแต่แรก ทั้งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การประเมินความเสี่ยง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มาตรฐานข้อมูล ความสามารถในการตรวจสอบ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบของผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ 2) รูปแบบแพลตฟอร์มที่ขยายผลได้ โดยพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพระดับชาติที่สามารถเชื่อมโยงบริการต่างๆ ทั้งระบบสุขภาพ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดการเดินทาง ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความต่อเนื่องในการดูแลรักษา และสนับสนุนการวางแผนทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3) ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนกับทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน" นายพัฒนากล่าว

ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164206


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar