นายกฯ เร่งแก้ปัญหาพลังงานรับมือวิกฤตโลก “สีหศักดิ์” หารือโอมาน นำเข้าน้ำมันดิบ เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “สุริยะ” หารือรัสเซีย นำเข้าปุ๋ยยูเรีย

📌บทสรุป

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC ด้วยการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในระยะสั้นมีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม โดยประสานงานกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปประเทศโอมาน เพื่อหารือกับ

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมาน เพื่อขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายโอมานหาแนวทางอำนวยความสะดวกให้เรือไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย กู้เรือ “มยุรี นารี” การส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมเพื่อรองรับหากเกิดปัญหาพลังงานขาดแคลนขึ้นในอนาคต ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ขอให้พิจารณาจัดสรรโควตาปุ๋ยยูเรียแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี หากรัสเซียเห็นชอบ จะทำให้สามารถนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

📌รายละเอียด

(15 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุม โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ครั้งนี้

มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก ทั้งนี้ในระยะสั้นมีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพ จากผลกระทบของราคาพลังงานโลก ส่วนระยะยาว เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานทางเลือก โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และพร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานและการนำเข้าน้ำมันดิบ แม้ขณะนี้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบและไม่ประมาท พร้อมทั้งได้ประสานงานกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ อีกทั้งต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้น้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบโครงการใหม่ เพื่อต่อยอดจากแนวคิดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับการใช้ 200 หน่วยแรกในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน นอกจากนี้ได้เตรียมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย กระจายสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยาสู่ประชาชนในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน

ด้านสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

ส่วนการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อรับฟังสถานการณ์จริงในพื้นที่ และนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศโอมานและอิหร่าน เพื่อหารือความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ การค้า และเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในภูมิภาคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยได้รับรายงานว่าการหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี และไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะต่อไป

โดยนายสีหศักดิ์ พร้อมคณะ ได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน

ณ กรุงมัสกัต ในโอกาสการเยือนโอมานอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม โดยแสดงความขอบคุณต่อฝ่ายโอมานและกองทัพเรือโอมานที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คนจากเรือ “มยุรี นารี” และอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายโอมานเพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกให้เรือไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย การกู้เรือ “มยุรี นารี” และการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ได้หารือด้านพลังงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมานด้วย โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมเพื่อรองรับหากเกิดปัญหาพลังงานขาดแคลนขึ้นในอนาคต

ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบนายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และ นายแมกซิม มาโควิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ณ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยได้หารือถึงการค้าระหว่างไทย-รัสเซีย ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการค้าประมาณ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มการเติบโตทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศยังสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ ในการหารือได้แจ้งว่าไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย และขอให้รัสเซียพิจารณาจัดสรรโควตาแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี โดยปุ๋ยชนิดที่ต้องการเป็นแบบเม็ด (Granular) ขนาด 2.5-5 มม. ซึ่งหากทางรัสเซียเห็นชอบ จะมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ในการอำนวยความสะดวกการหารือทางธุรกิจของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ (Business matching) เพื่อให้สามารถนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ได้เสนอให้มีคณะทำงานทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อร่วมหารือในประเด็นปัญหาที่ยังคงค้างของสินค้าสำคัญของไทยและรัสเซีย รวมถึงประเด็นทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และอำนวยความสะดวกในการส่งออกนำเข้าสินค้าให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ด้านฝ่ายรัสเซียเห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการเติบโตการค้าทั้งสองประเทศในระยะยาว สำหรับความสนใจของฝ่ายไทยที่ต้องการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียนั้น ทางรัสเซียมีทั้งปุ๋ยแร่ผสมและ

ปุ๋ยไนโตรเจนหรือยูเรีย ซึ่งรัสเซีย “มีความพร้อม” ที่จะส่งออกปุ๋ยยูเรียให้ฝ่ายไทย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท PhosAgro และบริษัท UralChem ที่สนใจส่งออก (โดยเฉพาะในสัญญาระยะยาว) ทั้งนี้ขอให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายร่วมหารือกันในรายละเอียด และเห็นพ้องให้เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย (นายเยฟเกนี โทมิคิน) เป็นผู้ประสานงานฝ่ายรัสเซียต่อไป


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar