บทสรุป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ในช่วงที่มีภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลจะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อประหยัดพลังงาน หากจะใช้มาตรการปิด-เปิดปั๊มในช่วงเวลา 22.00 - 05.00 น. จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์และใช้ชีวิตตามปกติก่อน ซึ่งหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 - 10 เมษายน 2569 จะนัดประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 11 เมษายน 2569 ทันที เพื่อเร่งแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยได้เตรียมแผนรองรับช่วงสงกรานต์ไม่ให้น้ำมันขาดช่วง หากประชาชนใช้ตามปกติจะเพียงพอแน่นอน และขอให้คณะรัฐมนตรีใช้รถส่วนตัวให้มากขึ้น หรือนำรถไฟฟ้ามาใช้เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ทั้งนี้แม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลางยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู จึงทำให้ราคาพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีจะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สามารถรับมือกับสถานการณ์ โดยรัฐบาลมีนโยบายปรับลดงบประมาณภาครัฐ เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่ประชาชน ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และจัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs โดยขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชน ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกับภาครัฐ ทั้ง WFH (Work from Home ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work from Anywhere ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool และใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้
รายละเอียด
(7 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ภายในประเทศ โดยจะเร่ง
ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ เนื่องจากชุดเดิมหมดวาระไปพร้อมกับรัฐบาลชุดก่อน พร้อมย้ำว่า ในช่วงที่มีภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลจะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อประหยัดพลังงาน และต้องออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันให้มากที่สุด หากจะใช้มาตรการ
ปิด-เปิดปั๊มในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. คาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์และใช้ชีวิตตามปกติก่อน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกที่สุด ส่วนการนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาใช้เพื่อกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยืนยันว่าทุกข้อสั่งการมีช่องทางดำเนินการอยู่แล้ว โดยจะพยายามใช้ช่องทางที่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 -10 เมษายน 2569 แล้ว จะประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรกในวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อไม่ให้ติดวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะทอดยาวเกินไป เพราะขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาจึงต้องเร่งประชุมคณะรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่จะเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยได้มอบให้ทุกกระทรวงไปดำเนินการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
จะดูแลให้เกิดความมั่นใจว่าน้ำมันไม่ขาดช่วง ซึ่งได้เตรียมแผนการจัดหาน้ำมันไว้แล้ว หากมีการใช้แบบปกติจะเพียงพอแน่นอน อย่างไรก็ตามช่วงนี้ต้องประหยัดน้ำมัน ประหยัดค่าใช้จ่าย จึงให้คณะรัฐมนตรีใช้รถของตัวเองให้มากที่สุด หากใครมีรถยนต์ไฟฟ้าขอให้นำมาใช้ นอกจากจะประหยัดน้ำมันยังช่วยลดมลพิษด้วย
อีกทั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลกทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้ง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลางถึงประมาณร้อยละ 50 ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ และยกระดับสู่การโจมตีแหล่งผลิต โรงกลั่น คลังน้ำมัน และระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ทั่วภูมิภาค ดังนั้นแม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลางยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ จึงทำให้ราคาพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีจะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่งรัฐบาลจึงเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สามารถรับมือกับสถานการณ์ ยืนยันว่า รัฐบาลจะทำงานหนัก เพื่อแก้ปัญหา ช่วยเหลือ และรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ
1. ปรับลดงบประมาณภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่ประชาชน
2. ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยเร็วที่สุด
3. จัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะได้สื่อสารในรายละเอียดและดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่าแม้ประเทศไทยจะมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เนื่องจากการเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่าง ๆ จึงยังมีความเปราะบาง ไม่สามารถนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อประชาชน พร้อมย้ำมาตรการประหยัดพลังงานโดยในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work from Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่น ๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว
ซึ่งขณะนี้จำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work from Home ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work from Anywhere ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย
ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก จึงต้องยอมรับความจริง และต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เชื่อว่าความร่วมมือของทุกคนจะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ และอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้