“พาณิชย์” ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 1 ปี เริ่ม 7 เม.ย. 69 ดำเนินคดี โรงบรรจุ ร้านค้า ขายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง

📌บทสรุป

คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ออกประกาศฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร เนื่องจากภาคพลังงานมีแนวโน้มปรับเพิ่มการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค อุตสาหกรรม และพลังงาน จึงห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 1 ปี ขณะที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้สุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG (ก๊าซหุงต้ม) โดยสายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายในได้ตรวจพบโรงบรรจุก๊าซ ผู้จำหน่ายรายใหญ่ และร้านค้าปลีก ในจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ยโสธร ขอนแก่น ชลบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล พบน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่กฎหมายกำหนด บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง และจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้ม ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยจะมีการสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง นอกจากนี้ สำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ติดตามสถานการณ์เที่ยวบินภายในประเทศ ซึ่งยังคงให้บริการตามปกติและไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากการบริหารจัดการราคาบัตรโดยสารในรูปแบบ Dynamic Pricing (การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น) ทำให้ยังมีบัตรโดยสารในราคาที่เหมาะสมจำหน่ายในตลาด โดยหลังเทศกาลสงกรานต์ ประเมินว่าสายการบินจะทยอยปรับแผนการดำเนินงาน จึงได้ประสานสายการบินของไทยเพื่อทบทวนแนวทางการให้บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการปรับลดหรือควบรวมเที่ยวบินในบางเส้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

📌รายละเอียด

(5 เม.ย. 69) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่องการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้ง ในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปิโตรเลียมในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคพลังงานมีแนวโน้มปรับเพิ่มการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วมากขึ้น ประกอบกับความต้องการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของไทยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเป็นการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มดิบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสมดุลในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการบริโภค อุตสาหกรรม และพลังงาน และให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศตลอดทั้งปี จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 (2) และมาตรา 25 (3) (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จึงออกประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 1 ปี เว้นแต่จะมีการออกประกาศใหม่

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน การซื้อสินค้าแล้วได้รับปริมาณไม่ครบตามที่จ่ายเงิน ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม จึงได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแล “ปริมาณสินค้า” ควบคู่กับการดูแลด้านราคา เพราะแม้จำหน่ายในราคาปกติ แต่หากได้สินค้าไม่ครบถ้วน ถือเป็นพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG (ก๊าซหุงต้ม) โดยสายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายในได้ตรวจพบโรงบรรจุก๊าซ ผู้จำหน่ายรายใหญ่ และร้านค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ยโสธร ขอนแก่น ชลบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล พบน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่กฎหมายกำหนด บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง และจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้ม ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด

พ.ศ. 2542 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยจะมีการสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือสงสัยว่าก๊าซหุงต้มมีปริมาณไม่ครบถ้วน เช่น ใช้แล้วหมดเร็วกว่าปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” โดยสามารถแนบภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็วต่อไป

ส่วนการดูแลด้านการเดินทางผ่านสายการบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ติดตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันสายการบินในภูมิภาคดังกล่าวทยอยกลับมาให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณเที่ยวบินในภาวะปกติ ขณะที่สายการบินจากบางประเทศ เช่น บาห์เรนและคูเวต เตรียมกลับมาทำการบินโดยใช้ท่าอากาศยานในประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราว ส่งผลให้ยังคงเหลือเพียงบางประเทศคู่ขัดแย้งที่ยังไม่สามารถกลับมาทำการบินได้

สำหรับสถานการณ์เที่ยวบินภายในประเทศ ยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ยังสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการราคาบัตรโดยสารในรูปแบบ Dynamic Pricing (การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น) และความร่วมมือของหน่วยงานด้านการบินทั้งระบบ ทำให้ยังคงมีบัตรโดยสารในระดับราคาที่เหมาะสมจำหน่ายในตลาด โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารที่วางแผนการเดินทางและสำรองบัตรโดยสารล่วงหน้า ทั้งนี้ CAAT แนะนำให้ผู้โดยสารเลือกซื้อบัตรโดยสารผ่านสายการบินโดยตรงเพื่อความมั่นใจในราคาและเงื่อนไขที่เป็นไปตามมาตรการกำกับดูแลในระยะต่อไป หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ CAAT ประเมินว่าสายการบินจะทยอยปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น รองรับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน และแนวโน้มความต้องการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล โดยเริ่มมีสัญญาณจากสายการบินต่างประเทศที่ปรับลดจำนวนเที่ยวบิน ขณะที่ CAAT ได้ประสานสายการบินของไทยเพื่อทบทวนแนวทางการให้บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการปรับลดหรือควบรวมเที่ยวบินในบางเส้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ได้กำชับให้สายการบินดูแลผู้โดยสารตามมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสารอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามสิทธิที่พึงมี พร้อมแนะนำให้ผู้โดยสารติดตามข้อมูลข่าวสารและติดต่อสายการบินอย่างใกล้ชิดในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน และหากไม่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ CAAT ได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://complaint.caat.or.th


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar