(3 เม.ย. 69) เวลา 11.15 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 9/2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมแถลงถึงมาตรการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออก
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกำหนดว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมีอิทธิพลเพียงใด หากพบการเอาเปรียบประชาชนหรือบั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศร.ชล. กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อย (jobber) อย่างเข้มข้น โดยจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ได้แก่
(1) การประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยจอดเรือลอยลำเพื่อรอการปรับขึ้นราคาก่อนนำส่งเข้าสู่ระบบ
(2) การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการหรือผู้รับปลายทาง
(3) การลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนและขยายผล
นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันระหว่างระบบรายงานของหน่วยตรวจสอบกับข้อมูลจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะประสานข้อมูลการเดินเรือจาก ศร.ชล. และขยายผลตรวจสอบการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยืนยันว่าการส่งออกเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสวงหากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาพลังงาน ปัจจุบันมีภาระขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระประชาชน มิใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการกักตุนหรือลักลอบส่งออก จึงจำเป็นต้องเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเป็นกรณีพิเศษ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเดินหน้าทั้งมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และดำเนินคดีควบคู่กัน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันยุติพฤติกรรมเอาเปรียบสังคม
สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงผิดปกติในปัจจุบัน รัฐบาลสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกและการกักตุน ซึ่งขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าจะช่วยลดการไหลออกของน้ำมันนอกระบบ และทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า รัฐบาลมีมาตรการรองรับปริมาณการใช้น้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเพียงพอ โดยได้เตรียมความพร้อมร่วมกับผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ในการเพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน และผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด เพื่อไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน