(31 มี.ค. 69) นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่ สุกร และเนื้อไก่อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีก เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และแนวโน้มราคาอย่างรอบด้าน โดยกรมฯ จะหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ ในประเด็นปริมาณผลผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางการบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงวิกฤติ อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้
.
สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน พบว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 43.49 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งยังเพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ส่วนผลผลิตสุกรมีปริมาณประมาณ 0.066 ล้านตัวต่อวัน สูงกว่าความต้องการบริโภคที่อยู่ที่ประมาณ 0.056 ล้านตัวต่อวัน สะท้อนว่าภาพรวมปริมาณสินค้าในระบบยังคงเพียงพอ
.
นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรณีการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฟองละ 3.60 บาท จากเดิมฟองละ 3.40 บาทนั้น เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ฟองละ 3.29 บาท และเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้แม่ไก่ให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายไข่ไก่น้อยลง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง
.
ในส่วนของราคาสุกรหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในช่วง 70–72 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ยังคงเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในช่วงราคาที่กรมฯ กำกับดูแล ขณะที่สาเหตุที่ราคาขยับราคาเกิดจากรอบการผลิตสุกรในช่วงอากาศร้อนซึ่งจะทำให้หมูกินอาหารน้อยลงและโตช้า โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า และปัจจุบันยังมีปริมาณผลผลิตสุกรสะสมในระบบยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างมาก
.
รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 เมษายน 2569 กรมฯ จะเชิญกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ เข้าหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และภาวะการค้าในปัจจุบัน ตลอดจนกำหนดแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการปรับราคาสินค้าในช่วงวิกฤติ และให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ