(27 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุม และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการเรียกประชุมด่วน เพราะเป็นเรื่องเดือดร้อนของประชาชน คือปัญหาเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ที่จำเป็นต้องเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศทุกวันนี้ คนไทยมีความต้องการใช้น้ำมันราว 67 ล้านลิตรต่อวันในสถานการณ์ปกติ และโรงกลั่นสามารถกลั่นได้วันละประมาณ 77 ล้านลิตร ถือว่ามีความเพียงพออยู่ก่อนแล้ว แต่จากสถานการณ์ทำให้ตัวเลขยอดความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตร เกินกว่ากำลังการผลิตภายในประเทศไปมาก จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกตรึงราคา และปรับราคาน้ำมันขึ้นตามกลไกตลาด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด และจัดสรรเพิ่มปริมาณน้ำมันไปยังแต่ละพื้นที่ให้เพียงพอให้เกิดภาวะสมดุล
ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล คือ สร้างความมั่นคง และลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด โดยเน้น 3 เป้าหมาย คือ ดูแลเรื่องพลังงานให้มีความมั่นคง ดูแลราคาสินค้า และดูแลมาตรการการคลัง เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนและผู้ประกอบการ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการติดตาม
ตั้ง War Room ติดตามข่าวสารจากส่วนกลางและในจังหวัด การลงพื้นที่สอดส่องติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง หากพบสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหรือราคาจำหน่ายให้ดำเนินการตามกฎหมาย และรายงานส่วนกลางอย่างทันท่วงที รวมไปถึงการบริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ โดยสามารถสั่งการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ เนื่องจากใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ จึงมีความเป็นห่วงในเรื่องการเดินทางสัญจรของประชาชนเพื่อกลับภูมิลำเนาเป็นอย่างมาก
ส่วนรายละเอียดและตัวเลขต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารน้ำมัน ขอให้ติดตามจากการแถลงข่าวของ ศบก. และขอย้ำให้ฟังการแถลงของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทุกวัน เพื่อให้มีข้อมูลที่อัปเดตที่สุด เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนจะต้องเป็นคนที่สื่อสารเรื่องเหล่านี้ เวลาประชาชนถามเพื่อให้คลายกังวล ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มในประเทศไทย ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ประชาชนมองเห็นภาพใหญ่ และเข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจของรัฐบาลได้มากขึ้น
เรื่องการดูแลราคาสินค้า ได้ใช้กลไกของพาณิชย์จังหวัด ซึ่งเป็นสินค้าพื้นฐานในการดำรงชีวิตทั้งสิ้น เช่น วัตถุดิบในการทำอาหารหลัก ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ก๊าซหุงต้ม วัสดุก่อสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแลไม่ให้มีใครฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยพลการ
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ยังได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนของกระทรวงการคลัง ใน 7 ด้าน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันไม่ขาด ดูแลราคาสินค้าพื้นฐาน และใช้มาตรการการคลังในทุกช่องทางที่เป็นไปได้ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน จึงได้กำชับให้
ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ ป้องกันและปราบปรามการฉวยโอกาสและการกักตุนสินค้าอย่างเข้มงวด ทั้งการกักตุน การจำหน่ายเกินราคา และการกระทำผิดกฎหมาย หากพบให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ขอให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ทุกระดับ สื่อสารข้อมูลสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ซึ่งการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้จริง
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 736/2569 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ออกมาตรการช่วยเหลือผลกระทบด้านราคาน้ำมันในส่วนของภาคขนส่งแบบพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางต่อราคาสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยสนับสนุนตามข้อมูลจากระบบ GPS และระบบติดตามการทำงานจริง ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 ได้แก่
- รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (บขส./รถร่วมฯ) หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน สนับสนุน 4 บาทต่อลิตร
- รถโดยสารขนาดเล็ก (รถสองแถว/รถตู้) หมวด 4 จำนวน 19,414 คัน สนับสนุน 300 บาท/คัน/วัน
- รถจักรยานยนต์รับจ้าง ไรเดอร์ จำนวน 114,653 คัน สนับสนุน 300 บาท/คัน/เดือน
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้มอบหมายให้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 6/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดยที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง สำหรับการสื่อสารในระยะต่อไป กรมประชาสัมพันธ์ได้รายงานเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ ดังนี้
ด้านกระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์พลังงานและการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งยังมีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ พร้อมทั้งรายงานภาพรวมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทั้งในส่วนของการจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตน้ำมันสำเร็จรูป การกระจายน้ำมันให้ผู้ค้า และการจำหน่าย รวมถึงความคืบหน้ามาตรการสนับสนุนการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันเริ่มทยอยจำหน่ายแล้ว โดยบางจาก เป็นผู้ค้าน้ำมันรายแรกที่เริ่มจำหน่าย B20 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง โดยเป็นการจำหน่ายตรงให้กับภาคอุตสาหกรรม และกรมธุรกิจพลังงาน ได้เปิดตัวเว็บแอปพลิเคชัน “Fuel-Now” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผลการตรวจสอบยังไม่พบความผิดปกติ คลังทุกแห่งมีการติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันที่เห็นได้ชัดเจน
กระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเน้น 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่