นายกฯ ยืนยัน ประสานช่วย 3 ลูกเรือ มยุรี นารี เต็มที่ ทูตอิหร่าน แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บทสรุป

(12 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือคนไทย 3 คนที่สูญหาย จากเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ชื่อ “มยุรี นารี” ถูกโจมตี ระหว่างเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงคมนาคมได้ประสานให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนความปลอดภัยของลูกเรือไทยทั้ง 3 คน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน โดยนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟสบุ๊ก
ระบุว่าได้ร่วมรับฟังการสนทนาระหว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กับนายซัยยิด บัดร์ บิน ฮะมัด บิน ฮะมูด อัลบูซัยดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อขอบคุณ และสอบถามถึงความเป็นอยู่ของลูกเรือ ที่รัฐบาลโอมานได้ให้การช่วยเหลือและมีความปลอดภัยแล้ว กำลังจะดำเนินการให้กลับเมืองไทย ส่วนลูกเรืออีก 3 คนที่ยังสูญหาย รัฐบาลไทยได้ร้องขอให้โอมานได้ช่วยค้นหาและช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

นางศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาย Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย โดยได้หยิบยกกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ลูกเรือชาวไทย 23 คนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยจึงขอประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยและลูกเรือไทย และขอให้ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับจะรายงานการประท้วงของไทยให้เมืองหลวงทราบต่อไป ทั้งนี้ไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการลุกลามบานปลายของสถานการณ์ในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งใช้ความยับยั้งชั่งใจ กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต รวมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุดต่อชีวิตของพลเรือนในภูมิภาคด้วย รวมทั้งได้ใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการอพยพคนไทยออกจากอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 และ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งสำเร็จลงเรียบร้อยด้วยดีและขอให้ทางการอิหร่านดูแลความปลอดภัยของนักศึกษาไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในอิหร่านด้วย

ขณะที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวติดตามสถานการณ์และมาตรการดูแลประชาชน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์และแนวทางการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง และ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงการดูแลสุขภาพแรงงานไทยที่เดินทางกลับและคนไทยในพื้นที่เสี่ยงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างครบวงจร

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ประสบเหตุถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. (เวลาประเทศไทย) ซึ่งมีลูกเรือคนไทยรวม 23 คน บริเวณท้ายเรือได้รับความเสียหาย ภายหลังออกเดินทางจากท่าเรือเมืองคาลิฟา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ประสานงานกับกองทัพเรือโอมานจนสามารถช่วยเหลือลูกเรือไทยได้แล้ว 20 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมือง Khasab (คาซาบ) โอมานอย่างปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งทีมค้นหาลูกเรืออีก 3 คน อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ กรมเจ้าท่ายืนยันว่าปัจจุบัน ไม่มีเรือสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด ลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับสู่การเจรจาเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก รวมทั้งขอประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเรือพาณิชย์และแสดงความห่วงกังวลในเรื่องนี้ ในด้านการทูต กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ย้ำความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์วิกฤตที่ทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ของอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนและคนไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาหารือข้อเท็จจริง นอกจากนี้ไทยได้ริเริ่มให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษในวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อตอกย้ำความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับวิกฤตนี้ร่วมกัน

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทย มียอดสะสมผู้ได้รับความช่วยเหลือออกจากภูมิภาคแล้วรวม 381 คน ล่าสุดคนไทยชุดที่ 2 กลุ่มแรกจำนวน 34 คน เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว และกลุ่มที่เหลือจะเดินทางถึงในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ อาทิ ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ และอิสราเอล ยังคงอำนวยความสะดวกเรื่องเที่ยวบินพิเศษและการเดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย

ด้าน ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมอย่างสูงสุดในการดูแลสุขภาพของแรงงานไทยที่มีอยู่กว่า 100,000 คนในประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการดูแลทั้งมิติทางกายและทางจิตใจอย่างครบวงจรผ่าน 3 มาตรการหลัก สำหรับการดูแลในระยะแรกได้จัดมาตรการช่องทางดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่ยังพำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง (Digital Health Support) เพื่อให้สามารถดูแลตนเองผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที โดยในด้านสุขภาพกาย สามารถรับคำปรึกษาผ่านระบบการแพทย์ทางไกลผ่าน “หมอพร้อม Super App” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การนัดหมายแพทย์จนถึงจัดเก็บเอกสารสุขภาพดิจิทัล และ LINE OA รวมถึงรับคำแนะนำด้านสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา “คู่ใจสุขภาพแรงงานไทยในต่างประเทศ” (@koojainrh) สำหรับประเมินอาการและรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนด้านสุขภาพใจ กรมสุขภาพจิตได้เปิดช่องทางพิเศษ Line ID: @1323middle.east เพื่อลดความเครียดและความกังวลสำหรับคนไทยในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ในระยะต่อมาเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมมาตรการคัดกรอง 3 มิติ ณ จุดเข้าประเทศ (POE Phase) โดยมีทีมแพทย์ประจำสนามบินดำเนินการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด เริ่มจาก 1. มิติโรคติดต่อ โดยกรมควบคุมโรค เพื่อคัดกรองกลุ่มอาการไข้ ไอ และแยกกักกรณีสงสัย 2. มิติสุขภาพกาย โดยกรมการแพทย์ เพื่อคัดกรองโรคประจำตัวและการบาดเจ็บเพื่อส่งต่อสถานพยาบาล และ 3. มิติสุขภาพจิต โดยทีม MCATT (ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต : Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) เพื่อประเมินและเยียวยาภาวะเครียดรุนแรงหรือตื่นตระหนกในทันที

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการติดตามดูแลต่อเนื่อง (Post-Arrival Phase) ไปจนถึงภูมิลำเนาโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และโรงพยาบาลในพื้นที่จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าเยี่ยมบ้านหรือติดตามอาการทางโทรศัพท์ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเข้าถึงการรักษาในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขขอแนะนำให้ผู้ที่เดินทางกลับแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากมีอาการผิดปกติ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และติดต่อขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ และยืนยันว่ามีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ในการดูแลคนไทยทุกคนให้ปลอดภัยทั้งกาย และ ใจ เพื่อก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

ขณะที่การเดินทางกลับประเทศของกลุ่มแรงงานไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานเดินทางไปรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอิหร่าน จำนวน 18 คน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งก่อนหน้านี้มีแรงงานไทยจากประเทศบาห์เรนเดินทางกลับแล้วจำนวน 17 คน ทำให้จนถึงขณะนี้มีแรงงานเดินทางกลับมาถึงไทยแล้ว รวม 35 คน

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า จะมีแรงงานเดินทางกลับมาเพิ่มอีก 33 คน จาก บาห์เรน 6 คน อิหร่าน 27 คน โดยขณะนี้มีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับไทยแล้วเกือบ 1,000 คน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะแจ้งความคืบหน้าของเที่ยวบินให้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะ ซึ่งทันทีที่แรงงานเดินทางมาถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงานพร้อมดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

กระทรวงแรงงาน ยังได้กำหนดมาตรการดูแลช่วยเหลือแรงงานอย่างเป็นระบบ 3 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 ณ ประเทศต้นทาง เปิดลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ที่จะกลับประเทศไทยผ่านทูตแรงงาน ลงทะเบียนแอปพลิเคชัน SMART TOEA และเปิดพิกัดตำแหน่งที่อยู่ ให้กระทรวงแรงงานสามารถติดต่อสื่อสารและทราบพิกัดตำแหน่งได้ เพื่อจะได้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากมีเหตุฉุกเฉิน พร้อมดูแลเรื่องอาหาร ที่พักชั่วคราว และอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและตั๋วเครื่องบิน
ขั้นตอนที่ 2 เมื่อเดินทางถึงสนามบินในไทย เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานจะรอรับที่สนามบินโดยให้แรงงานสแกน QR Code เพื่อกรอกข้อมูลความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือ เช่น ต้องการหางานทำในประเทศ ต้องการกลับไปทำงานในต่างประเทศหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย หรือต้องการฝึกทักษะอาชีพ ฝึกภาษาต่างประเทศ อื่น ๆ
ขั้นตอนที่ 3 การติดตามถึงภูมิลำเนา หลังจากตรวจสอบสิทธิเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ เพื่อเยี่ยมเยียนและอำนวยความสะดวกถึงบ้านของแรงงานตามภารกิจของกระทรวงแรงงานต่อไป

ทั้งนี้ หากแรงงานที่กลับมาถึงไทยแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อบันทึกข้อมูลการให้ความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน โดยการสแกน QR Code ที่สนามบิน สามารถติดต่อประสานงานได้ที่ สำนักงานแรงงานจังหวัด หรือติดต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ได้ทันที เพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar