(12 มี.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 2/2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ การประชุมครั้งนี้ยังมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวิชาวัฒน์ อิสรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านการช่วยเหลือดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง การประเมินผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ตลอดจนสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
กระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ยังคงมีความไม่แน่นอน และไม่สามารถประเมินได้ว่าจะยุติลงเมื่อใด โดยกระทรวงจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินแนวโน้ม พร้อมกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป สำหรับพัฒนาการล่าสุด อิหร่านได้ตั้งผู้นำคนใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศยังคงช่วยเหลือดูแลคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งคนไทยที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว และการประสานช่วยเหลือคนไทยที่ยังตกค้างในพื้นที่ โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่คนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากสายการบินบางแห่งเริ่มปรับตารางการบิน จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้มากขึ้น วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะนำคนไทยจากอิหร่านเดินทางกลับประเทศเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าการอพยพจะแล้วเสร็จในระยะเวลาอันใกล้ ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่จะยังคงให้ข้อมูล คำแนะนำ และการดูแลคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ด้านพลังงาน กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งประสานหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากต่างประเทศ เพื่อรองรับผลกระทบด้านพลังงาน โดยให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ในภูมิภาคละตินอเมริกาและเอเชียกลาง เร่งรวบรวมข้อมูลและประสานความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองให้แก่ประเทศไทย สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานนั้น มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ยังคงผันผวนตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 96 วัน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งทดแทนเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนพฤษภาคม โดยในระยะต่อไป กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการรณรงค์การประหยัดพลังงาน อาทิ การส่งเสริมการตรวจสภาพเครื่องยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมัน การรณรงค์การประหยัดพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนและภาคธุรกิจไม่ให้มีการกักตุนหรือจำหน่ายพลังงานในราคาที่สูงเกินควร รวมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มภายในประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด โดยตรวจสอบทั้งตลาด ร้านค้าปลีก และร้านจำหน่ายปุ๋ย พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคและปุ๋ยยังมีปริมาณเพียงพอ และยังไม่พบการกักตุนสินค้า ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงยังมีปริมาณเพียงพอเช่นกัน ทั้งนี้ มีบางจังหวัดที่ตรวจพบการจำหน่ายสินค้าโดยไม่ติดป้ายแสดงราคา หรือมีการปรับราคาโดยไม่เหมาะสม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สำหรับสถานการณ์ราคาปุ๋ยโดยรวมยังคงทรงตัวและมีปริมาณเพียงพอ แม้บางจังหวัดจะมีการปรับราคาขึ้นในบางสูตรและบางยี่ห้อ โดยจะยังคงกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา
ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ท่าเรือและเส้นทางการขนส่ง เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์และเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์
ที่ประชุมยังได้รับรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งได้เฝ้าระวังสถานการณ์ใน 2 มิติหลัก ได้แก่
ทั้งนี้นายพิพัฒน์ กำชับให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับประเทศคู่ขัดแย้ง รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวแล้วประมาณ 4,525 ราย ทั้งในด้านการจัดหาที่พัก การอำนวยความสะดวกที่สนามบิน และการประสานแก้ไขปัญหาด้านวีซ่า ขณะที่สถานการณ์นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงวันที่ 1–10 มีนาคม 2569 พบว่านักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางลดลง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เร่งส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และอาเซียน เพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวจากตลาดที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับรายงานจากกรมเจ้าท่า เกี่ยวกับกรณีเรือสินค้าสัญชาติไทยที่ถูกระเบิดระหว่างการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเรือลำดังกล่าวได้เข้าไปขนถ่ายสินค้าในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก่อนเกิดเหตุ โดยระหว่างการเดินเรือออกจากพื้นที่ตามคำร้องขอจาก UAE ได้มีระเบิดตกใกล้ห้องเครื่อง ทำให้เกิดเพลิงไหม้และ
ไม่สามารถควบคุมการเดินเรือได้ แม้ตัวเรือยังคงลอยลำอยู่ ลูกเรือจำนวน 20 คนได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งที่ประเทศโอมานแล้ว ขณะที่ยังมีลูกเรืออีก 3 คนอยู่ระหว่างการค้นหา ซึ่งหลังเกิดเหตุนายพิพัฒน์ ได้สั่งกรมเจ้าท่า เร่งติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างเร่งด่วน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ประสานกับทางการโอมานและหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเร่งดำเนินการค้นหาและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อีกทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ สถานการณ์ตะวันออกกลางไม่เพียงก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ของประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อประชาชนของประเทศนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทยด้วย อีกทั้งล่าสุด ได้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือ เมื่อเรือสัญชาติไทยลำหนึ่งที่มีลูกเรือคนไทย 23 คน ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ในห้วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ การคุ้มครองพลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทย
ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับสู่การเจรจา การทูต และการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานการทำงานร่วมกับหลายกระทรวง เพื่อให้สามารถออกมาตรการดูแลประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยรัฐบาลติดตามสถานการณ์วันต่อวัน และจะมีการรายงานความคืบหน้าผ่านการแถลงข่าวของ ศบก. เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและไม่เกิดความตื่นตระหนก และร่วมกันใช้มาตรการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อดูแลผลกระทบ โดยเฉพาะด้านพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนมาตรการส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสม นั้น หากหน่วยงานใดมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที โดยถือเป็นโอกาสในการปรับกระบวนการทำงานและนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
นอกจากนี้ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าว โดยนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและราคาพลังงานในตลาดโลก ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานสินค้า รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการประชุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีมติกำหนด 1 แผนบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการหน่วยงานเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด นายกเมืองพัทยา และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด เมืองพัทยา และสำนักงานเขต ทุกเขตในกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการ 6 มาตรการ ไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ประกอบด้วย
ทั้งนี้ สคบ. พร้อมหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในทุกจังหวัด สำนักงานเขตทุกเขตในกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะใช้อำนาจตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลสิทธิผู้บริโภคที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติในภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ด้านนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะนี้ และขอให้คนไทยที่ยังพำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็ว พร้อมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ขณะนี้มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือและเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว รวม 381 คน โดยคนไทยจากอิหร่านชุดที่สองจำนวน 68 คน ได้เดินทางถึงศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่เมืองวาน ประเทศตุรกีแล้ว และมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 12 และ 13 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีคนไทยอีก 14 คน ที่กำลังอพยพออกจากอิรักเพื่อเดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าว ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ สายการบิน Etihad ได้เปิดเที่ยวบินจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มายังกรุงเทพมหานคร และภูเก็ต วันละ 1 เที่ยวจนถึงวันที่ 12 มีนาคม และสายการบิน Qatar Airways ได้จัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อช่วยระบายผู้โดยสารตกค้างจากกรุงโดฮามายังกรุงเทพฯ โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในภูมิภาคยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ กระทรวงการต่างประเทศยังได้แจ้งเตือนว่า ขณะนี้มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตหลอกให้โอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับไทย จึงขอย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูตของไทยไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว และขอให้ประชาชนติดต่อผ่านช่องทางทางการของสถานทูตเท่านั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการสันติภาพ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง โดยรัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ และจะดำเนินการช่วยเหลืออพยพคนไทยออกจากพื้นที่อันตรายอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย