นายกฯ กำชับ เร่งประเมินแหล่งนำเข้าน้ำมันเพิ่ม “อรรถพล” ยืนยัน น้ำมันพอใช้ 95 วัน

(5 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงาน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารืออย่างเร่งด่วน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ขณะนี้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานและตลาดน้ำมันของโลก ซึ่งได้รับรายงานจากนายพิพัฒน์ และนายเอกนิติ ถึงผลการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 โดยกระทรวงพลังงาน รายงานว่าสถานการณ์น้ำมันในประเทศช่วงเดือนมีนาคมยังไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำมัน ที่จะนำเข้าสู่ประเทศไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หากสถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรง เนื่องจากหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนและกำหนดมาตรการรองรับเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบและการจัดหาพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันประมาณครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอื่น ๆ รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเมินสถานการณ์ และพิจารณาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน พร้อมกำชับว่าต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันพิจารณามาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลกระทบต่อประเทศไทยเกิดขึ้นน้อยที่สุด และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายอรรถพล กล่าวว่า 

การแถลงข่าวครั้งนี้เพื่อรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยยืนยันตัวเลขการสำรองน้ำมันของประเทศไทยที่ก่อนหน้านี้อยู่ในระดับประมาณ 60–65 วัน

หมายความว่าหากไม่มีการนำน้ำมันเข้าสู่ประเทศไทยเลย ประเทศยังสามารถใช้น้ำมันจากปริมาณสำรองได้ประมาณ 65 วัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้รับการยืนยันเพิ่มเติมว่า มีแหล่งน้ำมันจากพื้นที่นอกตะวันออกกลางที่จะสามารถจัดหาเพิ่มได้อีกประมาณ 30 วัน ทำให้ปริมาณสำรองรวมเพิ่มเป็นประมาณ 95 วัน ทั้งนี้จะมีการรายงานตัวเลขล่าสุดอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการทยอยเพิ่มขึ้นไปจนถึงเดือนเมษายน จึงขอยืนยันกับประชาชนว่าปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศยังคงเพียงพอ

ในส่วนของมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันนั้น ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการระงับการส่งออก โดยมีข้อยกเว้นสำหรับ สปป.ลาว และเมียนมา เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงด้านพลังงานกับประเทศไทย โดยไทยมีการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา ทำให้ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาความร่วมมือด้านพลังงานกับทั้งสองประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมประกาศมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานภายในประเทศด้วย ขณะเดียวกันจะมีการเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันโดยจะประกาศเพิ่มสำรองให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนการสำรองจากเดิมร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทย
จะมีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านราคาน้ำมัน รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน (ถึงวันที่ 17 มี.ค. 69) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะพิจารณาเรื่องการชดเชยอีกครั้ง โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแล ขณะที่น้ำมันเบนซินจะมีมาตรการช่วยเหลือบางส่วนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งมีแผนที่จะนำน้ำมันดีเซล B100 ที่ผลิตได้เองภายในประเทศมาใช้ และอาจพิจารณานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่มีมาตรฐานรองลงมา เนื่องจากมีราคาถูกกว่า

สำหรับก๊าซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ลำเลียงผ่านท่อส่งก๊าซจากเมียนมา และก๊าซ LNG ที่นำเข้าบางส่วนจากประเทศกาตาร์ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายพลังงานได้เร่งหาแหล่งจัดหาก๊าซเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นโดยได้รับการยืนยันจากบริษัท ปตท. ว่าจะมีการหารือกับผู้ค้าพลังงานเพื่อเพิ่ม       การนำเข้าก๊าซเข้าสู่ประเทศไทย ในด้านการจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งอื่น รัฐบาลจะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำรวมถึงจัดหาจากพื้นที่อื่นเพิ่มเติม และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า

สำหรับกรณีที่ประชาชนบางส่วนไปเติมน้ำมันและมีการกักตุนก่อนหน้านี้ ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลังจากความตื่นตระหนกลดลง โดยผู้ที่เคยซื้อเพื่อกักตุนได้ลดปริมาณการซื้อลง เชื่อว่าหากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างต่อเนื่องการกักตุนก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานได้สั่งการไปยังทุกจังหวัดให้กำชับสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไม่ให้มีการกักตุนภายในสถานี และให้มีการจัดส่งน้ำมันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจเกิดการสะดุดในการกระจายน้ำมันในบางพื้นที่ แต่คาดว่าสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการจะคลี่คลายได้ภายใน 1–2 วัน

ส่วนการดูแลด้านราคาพลังงาน รัฐบาลได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดความผันผวนของราคา โดยที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยอยู่ในภาวะติดลบ แต่ปัจจุบันสถานะของกองทุนกลับมาเป็นบวก จึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ ทั้งนี้รัฐบาลจะติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อจะพิจารณาใช้กลไกของกองทุนดังกล่าวเพื่อช่วยดูแลประชาชนต่อไป นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแผนเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศโดยจะจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาใต้ รวมถึงบริษัท ปตท. มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้าหลากหลายแหล่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตจึงสามารถหารือเพื่อจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมเข้าสู่ประเทศไทยได้

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยร่วมกับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมาเป็นการพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ รายงานความคืบหน้าสถานการณ์และการเจรจาการค้าซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องภาษี ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ไม่มีการพูดถึงเรื่องการขอใช้สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร อีกทั้งความร่วมมือในการใช้สนามบินของไทยเป็นความร่วมมือในการบินผ่าน เติมเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นความร่วมมือปกติด้านความมั่นคงที่ไทยทำกับหลายประเทศ แต่การจะร่วมมือเพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตนเองคิดว่าไม่อยู่ในนโยบาย 

ทั้งนี้หลังเกิดการสู้รบได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยด้วยเช่นกัน สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุด คือการนำคนไทยที่อยู่ในอิหร่านประมาณ 200 คน ซึ่งอยากอพยพออกมาทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าใครพร้อมอพยพ หากคนไหนพร้อมจะนำออกจากรุงเตหะรานเดินทางออกมาที่ตุรกี ส่วนจะอพยพเมื่อใดมีแผนอยู่แล้ว 

กรณีที่เอกอัครราชทูตอิหร่านให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นไทยเป็นตัวกลางเรื่องสันติภาพนั้น ยืนยันว่าไทยอยากเห็นสันติภาพอยู่แล้ว โดยจุดยืนของเราอันดับแรกคือความปลอดภัยของคนไทย รวมทั้งไทยไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งนี้ และต้องการเห็นการแก้ไขโดยสันติ การเจรจาทางการทูต การแก้ไขด้วยวิธีพื้นฐาน กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ 
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar