เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 จากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยครอบคลุมผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง (30 บาท) ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้สามารถเข้าถึงบริการบำบัดทดแทนไตด้วยนโยบาย “ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” และ “ห้ามเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม” ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งผู้ป่วยสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์เพื่อเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับสภาวะของตนเองได้ ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดย นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความก้าวหน้าการดำเนินงาน 30 บาทรักษาทุกที่และฟอกไตฟรีทุกแห่งว่ามีความคืบหน้าในการขับเคลื่อน 2 เรื่องหลัก คือ
ทำให้อัตราส่วนเครื่องต่อประชากรอยู่ที่ 1 ต่อ 400,000 คน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงเครื่องฉายรังสีได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น ส่วนในระยะยาวจะเพิ่มอีก 61 เครื่อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกคือ 1 เครื่อง ต่อ 250,000 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีหน่วยบริการที่พร้อมบริการรังสีรักษา 12 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลกำแพงเพชร โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร และ โรงพยาบาลตรัง กรณีมีระยะทางไกลกว่า 120 กิโลเมตรหรือต้องเดินทางมากกว่า 2 ชั่วโมง จะใช้การแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดระยะเวลารอคอยการฉายแสงให้เหลือภายใน 6 สัปดาห์ โดยตั้งเป้าให้แต่ละเขตสุขภาพดำเนินการให้ได้ 60% จากภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้อยู่ที่ 40.54%
สำหรับนโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่งในภาพรวมของประเทศพบว่ามีการจัดบริการฟอกไตเพียงพอ ทุกคนได้รับการฟอกไต และไม่พบปัญหาถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเพื่อลดการเดินทางของผู้ป่วย ยังคงต้องเพิ่มการให้บริการฟอกไตในจังหวัดอุตรดิตถ์ สระบุรี นครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งทุกจังหวัดมีแผนที่จะเพิ่มการให้บริการมากขึ้น นอกจากนี้ยังกำหนดเป้าหมายพัฒนาระบบบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายไต 5 เรื่อง คือ
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และลดภาระงานแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมวิชาการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จากการคาดการณ์ระหว่างปี 2026 - 2030 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในโลกมากกว่า 10 ประเด็น อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบกับสุขภาพ ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากอัตราการเกิดที่ลดลง ในปี 2568 มีเด็กเกิดน้อยที่สุดในรอบ 75 ปี (น้อยกว่า 4.2 แสนคน) ขณะที่คนเสียชีวิตช้าลง คนสูงอายุมากขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพสูงขึ้น การนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล 3 ส่วนหลัก คือ
สำหรับระบบสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกแบบไว้อย่างครบถ้วนและมั่นคง โดย
ในส่วนของระบบหลังบ้าน ได้จัดทำฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร เช่น ระบบ Dashboard ความหนาแน่นของเตียงในแต่ละโรงพยาบาล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ระบบประเมินความพึงพอใจผู้ใช้บริการโรงพยาบาลอัตโนมัติ เพื่อติดตามผลและนำไปปรับปรุงคุณภาพการบริการ และยังนำ AI มาใช้ในระบบบริการ เช่น อ่านฟิล์มเอกซเรย์คัดกรองวัณโรคและมะเร็งปอด คัดกรองภาพถ่ายจอประสาทตา คัดกรองสุขภาพจิต โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้านสุขภาพของประเทศต่อไป
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมองทิศทางระบบสุขภาพดิจิทัลในอนาคตไว้ 3 ส่วน ได้แก่