ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (27 มกราคม 2569) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้เสนอเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาทางการเงินของประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ผ่านการขับเคลื่อนงานของสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ซึ่งเป็นโรงรับจำนำของรัฐเพื่อสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. โดยที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการกู้เงินเพื่อให้ สธค. มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการดำเนินกิจการ และเป็นการเสริมสภาพคล่องสำหรับรองรับการให้บริการรับจำนำแก่ประชาชนประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2,000 ล้านบาท และการต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) จำนวน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2571 ตามที่กระทรวง พม. เสนอ
นายอัครา กล่าวว่า การอนุมัติการกู้เงินดังกล่าว ซึ่งกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน นั้น เพื่อ สธค. ได้นำไปใช้ในกิจการเป็นเงินทุนในการหมุนเวียนรองรับการรับจำนำของประชาชนที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินของ สธค. ให้เกิดความคล่องตัวและสามารถให้บริการประชาชนผู้มาจำนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการ สธค. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว โดยวงเงินดังกล่าวได้รับการบรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ประกอบกับ สธค. มีผลการดำเนินงานและความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การกู้เงินดังกล่าวตามที่ พม. เสนอ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2568 สธค. มีกำไรเพิ่มขึ้นและใช้กำไรบางส่วนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางตามภารกิจของกระทรวง พม.
สำหรับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นั้น มีการอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ ซึ่งรวมถึงแผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการหรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป (หนี้ในประเทศ) ของ สธค. จำนวน 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) เงินกู้ระยะยาวเพื่อใช้หมุนเวียนรับจำนำและอื่นๆ โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน 2,000 ล้านบาท และ 2) โครงการต่ออายุสัญญากู้เงินเบิกเกินบัญชี (OD) เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียนรับจำนำและอื่นๆจำนวน 500 ล้านบาท
นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ในฐานะหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ได้ดำเนินภารกิจตามบทบาทของการเป็นโรงรับจำนำของรัฐเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยึดหลักการช่วยเหลือประชาชนควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การอนุมัติการกู้เงินดังกล่าว นับเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนบทบาทภารกิจของ สธค. สำหรับการเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกของรัฐ ด้วยบริการรับจำนำด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน อันสอดคล้องกับนโยบาย "พม.ใกล้คุณ" ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต