ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%

ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%
                     ดาวอส, สวิตเซอร์แลนด์ – วันที่ 21 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับนางฮาสลินดา อามิน ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ระหว่างไปร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเปิดมีการพึ่งพาการส่งออกกำลังเฝ้าดูความผันผวนของค่าเงินที่อาจกระทบผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นปัจจัยระดับโลก ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ที่เกินดุล และกระแสเงินทุนเก็งกำไร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแล
                     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการพิจารณา มาตรการกำกับดูแลธุรกรรมเงินบาทที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ เพื่อลดแรงเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการทางภาษีได้ในขณะนี้ โดยจะส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยการดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องใช้นโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังควบคู่กัน สำหรับระยะยาว รัฐบาลมุ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อช่วยเพิ่มการนำเข้าและลดแรงกดดันจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 
                    นายเอกนิติ กล่าวว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นถึง 93% ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการ “BOI Fast Pass” ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งรัดการอนุมัติลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย เงินเฟ้อต่ำ และเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
                 “ ในประเด็นหนี้ครัวเรือน กระทรวงการคลัง ได้นำกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของผู้มีรายได้น้อย และโอนไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมประชาชนราว 2 ล้านคน สำหรับความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน รัฐบาลได้จัดทำกรอบวินัยการคลัง ระยะกลางที่มีความน่าเชื่อถือ โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 2 ปี ผ่านการเพิ่มรายได้และควบคุมรายจ่าย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับ สถาบันจัดอันดับเครดิต ” นายเอกนิติ กล่าว
                   นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวราว 2% อันเนื่องมาจากผลกระทบความตึงเครียดทางการค้าโลก พร้อมย้ำความจำเป็นในการกระตุ้น อุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุน และการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคอาเซียน ในระยะกลาง ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 3% จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยรัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการเติบโตให้สูงกว่านั้น ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มผลิตภาพ
                “ สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งได้ยุติลง แล้ว และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาได้โดยไม่จำเป็นต้อง มีการแทรกแซงจากภายนอก ” นายเอกนิติ กล่าว


image รูปภาพ
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar