วันที่ 3 ธันวาคมนี้ มหกรรมกีฬา ซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ 33 จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยสองชนิดกีฬาที่เริ่มแข่งขันก่อนคือ ขี่ม้าโปโล และ ฟุตบอลชาย ซึ่งฟุตบอลชายถือเป็นไฮไลต์ที่แฟนกีฬาทั่วภูมิภาคจับตามองอย่างมาก
ในการแข่งขันครั้งก่อน ทีมชาติอินโดนีเซียคว้าเหรียญทองด้วยการเฉือนเอาชนะทีมชาติไทย 5–2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังเสมอใน 90 นาที 2–2 ปีนี้ทั้งแชมป์เก่าและรองแชมป์ถูกจับให้อยู่คนละสาย เพิ่มความเข้มข้นให้การแข่งขันอย่างมาก
สายเอ: ไทย, สิงคโปร์, ติมอร์-เลสเต | แข่งขันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน
สายบี: เวียดนาม, มาเลเซีย, ลาว | แข่งขันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน
สายซี: อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เมียนมา | แข่งขันที่ สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
รอบรองชนะเลิศจะคัดเอา แชมป์ทั้ง 3 กลุ่ม และทีมอันดับสองที่ดีที่สุดอีก 1 ทีม เข้าสู่รอบตัดเชือก เพื่อเฟ้นหา 2 ทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ไทย: เจ้าภาพนำโดย “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล นำทีมโดยผู้เล่นไทยลีกแถวหน้าหลายราย เช่น เสกสรร ราตรี, วาริส ชูทอง และ ธนกฤต โชติเมืองปัก เป้าหมายคือ ทวงคืนเหรียญทอง หลังห่างไป 3 สมัย และยังเป็นชาติที่คว้าเหรียญทองมากที่สุด 7 ครั้ง
สิงคโปร์: เข้าร่วมแทนกัมพูชา มีผู้เล่นที่เคยผ่านทีมชาติชุดใหญ่หลายราย พร้อมเก็บตัวที่ดูไบช่วง 11–19 พ.ย.
ติมอร์-เลสเต: คุมทีมโดยโค้ชชาวอินโดนีเซีย มีแกนหลักจากลีกสิงคโปร์และนักเตะต่างชาติ
เวียดนาม: ภายใต้ “คิม ซัง ซิก” ตั้งเป้าคว้าเหรียญทอง ตัวหลักครบทีม พร้อมล้างตาจากความผิดหวังครั้งก่อน
มาเลเซีย: “นาฟูซี ซาอิน” นำทีมชุด U-22 ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี มุ่งคืนเหรียญทองครั้งแรกตั้งแต่ปี 2011
ลาว: นำทีมโดยสตาฟฟ์เกาหลีใต้ ผสมผู้เล่นไทยลีกและวีลีก มุ่งหวังสร้างเซอร์ไพรส์
อินโดนีเซีย: แชมป์เก่า ต้องการป้องกันแชมป์ มีผู้เล่นต่างแดนเด่น 4 ราย ซีเกมส์ครั้งก่อนคือเหรียญทองแรกของทีมภายใต้ระบบ U-22
ฟิลิปปินส์: นำโดยโค้ชชาวสเปน มีผู้เล่นต่างแดนจำนวนมาก แม้ไม่เคยเข้ารอบรองฯ แต่ไม่ควรมองข้าม
เมียนมา: คุมทีมโดยโค้ชชาวญี่ปุ่น เน้นผู้เล่นในลีกภายในประเทศ ผลงานสูงสุดคือเหรียญเงินปี 2007 และ 2015
การแข่งขันฟุตบอลชายซีเกมส์ถือเป็น “เหรียญทองแห่งศักดิ์ศรี” ของอาเซียน ปีนี้เพิ่มความตื่นเต้นด้วยนักเตะต่างแดนหน้าใหม่ ดาวรุ่งจากยุโรป และความพร้อมของชาติเต็งอย่าง ไทย–อินโดนีเซีย–เวียดนาม ทุกทีมต่างวางเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าใครคู่ควรกับเหรียญทองปี 2025