รมว.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน สร้างรายได้ สร้างตลาด สร้างโอกาส ลดรายจ่าย แก้หนี้สินเกษตรกร ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

บทสรุป
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายภาคการเกษตร ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่า ด้วยการยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ ตั้งเป้าราคาโคเนื้อไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี 8,000–10,000 บาทต่อตัน ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร ซึ่งจะสานต่อนโยบายเดิม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ 
2. บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก 3. ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 4. เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร 5. จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 6. ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยปราบปรามยางเถื่อนตามแนวชายแดน นำร่อง จ.ระนอง และตาก นอกจากนี้ ยังกำหนดนโยบายเร่งด่วน “3 สร้าง” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่ 1. สร้างรายได้ 2. สร้างตลาด 3. สร้างโอกาส เพื่อให้การแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็นไปแบบครบวงจร สร้างความยั่งยืนให้อาชีพเกษตรกร เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส เตรียมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และขยายตลาดผลไม้ไทยในต่างประเทศ 

รายละเอียด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยเฉพาะนโยบายสำคัญเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ และด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สร้างโอกาส สร้างรายได้ แก้ไขปัญหาหนี้สิน วางรากฐานการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคใหม่ จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” โดยยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยไปสู่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) การบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ

จากนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาคการเกษตร ได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่า เช่น การบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การยกระดับสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น Food for the Future และ Bio-industry การจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM2.5) การขยายโอกาสทางการตลาดด้วยการจัดตั้งทีมไทยแลนด์ และยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub) ซึ่งต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด ในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1. การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) โดยตั้งเป้าราคาข้าวนาปี อยู่ที่ราคา 8,000-10,000 บาทต่อตัน และยกระดับราคา โคเนื้อให้ไม่ต่ำกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน และแก้ปัญหาการชะลอการนำเข้าโค กระบือ แพะ และแกะ จากเมียนมา 
2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น พันธุ์ ดิน ปุ๋ย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม โดยให้กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม และสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 170 แห่งในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด โดยมุ่งมั่นที่จะดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้ที่มั่นคง เพื่อเสริมสร้างให้ภาคเกษตรไทยแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ จึงได้สานต่อนโยบายเดิม รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก. 4-01)เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เกษตรกร ตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ทั่วประเทศ ภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
2. บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิต
3. ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และ เรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการยางแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ
4. เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจรของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง 
อีกทั้ง ยังเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ซึ่งสิ้นสุดโครงการฯ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 หลังขยายเวลาโครงการฯ 150 วัน (ตามมติ ครม. 8 เม.ย. 68) ปัจจุบันเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายคงเหลือประมาณ 18,000 รายที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับธนาคารของรัฐ มีกรอบวงเงินชดเชยคงเหลืออยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท จึงมีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาเพิ่มเติม 90 วัน มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและวางแผนแนวทางการดำเนินโครงการฯ ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณา 
5. จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG / Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิต พลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ 
6. ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ การขนส่งยางพาราผ่านแดนไทย ให้มีการตรวจสอบคุณภาพยางอย่างเข้มงวด จะนำร่องในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ ระนอง และตาก กำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา 5 จังหวัดตามแนวชายแดนที่มีการลักลอบนำเข้า แก้ปัญหายางเถื่อนและรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยได้มีการจับกุมยางเถื่อนที่ จ.ระนอง น้ำหนักกว่า 2,610 กิโลกรัม มูลค่า 160,000 บาท ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตามสต็อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังกำหนดนโยบายเร่งด่วน “3 สร้าง” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่
1. สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 
2. สร้างตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยเชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และขยายตลาดผลไม้ไทยในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว 
3. สร้างโอกาส ยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskill) ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกร พัฒนาคุณภาพการผลิต และพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับผลไม้ไทยสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้า 
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ข่าวภาครัฐที่น่าสนใจ