ไทยเริ่มเก็บกู้ระเบิดบ้านหนองหญ้าแก้วได้พื้นที่ปลอดภัย 38,256 ตร.ม. กองทัพภาคที่ 1 ย้ำเป็นพื้นที่ไทยไม่ละเมิด GBC

(10 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล — นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 13/2568 เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า อาจเดินทางลงพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ในช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมยืนยันว่าแผนการผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความพร้อมของกองทัพบก แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงระดับสูง

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า การประชุมได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และย้ำจุดยืนของรัฐบาลไทยตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ 4 ข้อสำคัญ ได้แก่

  1. กัมพูชาต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาท

  2. ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

  3. ร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

  4. บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตร

ทั้งนี้ การประชุมไม่ได้มีการหารือประเด็นการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วโดยตรง เนื่องจากเป็นภารกิจที่หน่วยงานความมั่นคงและกองทัพรับผิดชอบอยู่ในภาคสนาม

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ว่ารัฐบาลรับทราบถึงความกังวลของภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน และยืนยันว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคี แม้ฝ่ายกัมพูชาจะพยายามขยายประเด็นไปสู่เวทีนานาชาติ แต่ไทยยังคงมุ่งมั่นรักษาอธิปไตย และความสัมพันธ์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศจะรวบรวมข้อเสนอของภาคเอกชน เช่น มาตรการภาษี การเงิน และค่าไฟ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งครบกำหนดให้ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตไทยต้องอพยพออกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงสงบเรียบร้อย โดยมีกลุ่มประชาชนไทยและสื่อมวลชนรวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ปกป้องอธิปไตย ขณะที่ฝั่งกัมพูชามีประชาชนและพระสงฆ์บางส่วนรวมตัวอยู่ในพื้นที่ตรงข้าม

หน่วยทหารได้จัดกำลังควบคุมฝูงชน 1 กองร้อย พร้อมชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดและรถถากถางหุ้มเกราะ D5 เข้าตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อสร้างเขตปลอดภัยกว่า 38,000 ตารางเมตร

ขณะเดียวกัน คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) ประจำราชอาณาจักรไทย ได้เดินทางมาสังเกตการณ์ตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยกองทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทย ซึ่งดำเนินการภายในพื้นที่อธิปไตยของไทยโดยไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ คณะ IOT ชื่นชมความโปร่งใสของฝ่ายไทยและย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า มีการตรวจพบการละเมิดแนวรั้วชายแดนบริเวณทิศตะวันออกของปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ โดยพบการตัดลวดหนามบางจุด ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการซ่อมแซมแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและประท้วงไปยังคณะ IOT อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังเตรียมเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 ตุลาคม 2568 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยกัมพูชาเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียดชายแดน ยืนยันความร่วมมือในการถอนอาวุธหนัก และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามหลักมนุษยธรรม ภายใต้การตรวจสอบของกลุ่มประสานงาน (CG)


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar