วันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยย้ำว่ารัฐบาลนี้จะยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บนพื้นฐานหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580)
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ด้วยระยะเวลาจำกัด งบประมาณที่รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัดทำ และสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ โดยกำหนด 5 ด้าน 15 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่
ด้านเศรษฐกิจ – มุ่งสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน, เพิ่มสภาพคล่อง SMEs, ส่งเสริมการออมผ่านพันธบัตรและสลากออมสิน, ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และจัดตั้ง “ทีมไทยแลนด์” รับมือสงครามการค้า รวมถึงส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และพลังงานสะอาด
ด้านความมั่นคง – เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย–กัมพูชาผ่านสันติวิธีและการทูต ควบคู่กับการเสริมสร้างความปลอดภัยชายแดน รวมทั้งเดินหน้าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ด้านสังคม – ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกชนิด, ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม, ป้องกันการใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง, เดินหน้าต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง และคุ้มครองศาสนาทุกศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา
ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม – พัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ, ฟื้นฟูผู้ประสบภัย, บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
ด้านการบริหารภาครัฐและกฎหมาย – เดินหน้าพัฒนารัฐบาลดิจิทัล, เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ, ปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรค (Guillotine) และผลักดันกฎหมายใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลจะยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง บริหารราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และรอบคอบ โดยใช้งบประมาณภายใต้กรอบวินัยการคลังอย่างโปร่งใส รวมถึงส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจและลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว
“รัฐบาลนี้มีเวลาไม่นาน แต่จะทำงานเต็มกำลังทุกด้าน ทั้งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและวางรากฐานเพื่ออนาคตของประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยบนเวทีโลก” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย