(7 ก.ย. 2568) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา โดยเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนและฝนที่ตกในช่วงนี้ ส่งผลให้ที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,943 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าตลิ่ง 3.06 เมตร ขณะที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนต่ำกว่าตลิ่ง 3.26 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
พร้อมกันนี้ ได้มีการผันน้ำบางส่วนเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เช่น บริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง และคลองบางบาล–แม่น้ำน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มได้รับผลกระทบ จึงขอให้ประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
(8 ก.ย. 2568 เวลา 06.00 น.) กรมชลประทานจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อน จาก 1,600 เป็น 1,700 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องจนถึงเวลา 16.00 น. และจะคงอัตราดังกล่าวต่อไป เพื่อรองรับมวลน้ำจากตอนบน
นาย นิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่อำเภอเสนาเพื่อติดตามสถานการณ์ หลังได้รับแจ้งว่าการระบายน้ำอาจอยู่ในช่วง 1,500–2,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.30–1.10 เมตร จึงได้เร่งตรวจสอบความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนป้องกันน้ำหน้าที่ว่าการอำเภอเสนา และสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซ่อมแซมแนวเขื่อนที่ทรุด ระยะทางกว่า 250 เมตร พร้อมแจ้งเตือนประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเตรียมความพร้อมวัสดุอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่น้ำท่วมใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางไทร และ อ.พระนครศรีอยุธยา ส่งผลกระทบประชาชน 10,244 ครัวเรือน 37,903 คน โรงเรียน 17 แห่ง วัด 7 แห่ง ถนนหมู่บ้าน 8 สาย โดยยังไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี ได้สนับสนุนอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น เครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว เรือท้องแบน เรือพาย และเต็นท์นอน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ขณะนี้ระดับน้ำที่สถานี C.67 ต.สะพานหัวเวียง อ.เสนา สูงกว่าตลิ่ง 1.63 เมตร และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นครสวรรค์ : เปิดประตูน้ำคลองบอระเพ็ดเพื่อเร่งผันน้ำเข้าบึงบอระเพ็ด รองรับน้ำจากภาคเหนือและชะลอมวลน้ำที่จะลงเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันบึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำกว่า 133 ล้าน ลบ.ม. (57%)
ลุ่มน้ำน่าน : เขื่อนสิริกิติ์คงการระบายน้ำ 463 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนแควน้อยปรับเพิ่มเป็น 90 ลบ.ม./วินาที ระหว่าง 9–14 ก.ย. เพื่อรักษาสมดุลน้ำในเขื่อนและท้ายเขื่อน พื้นที่เฝ้าระวังคือจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร
อุดรธานี : เขื่อนห้วยหลวงเพิ่มการระบายน้ำเป็น 4 ล้าน ลบ.ม./วัน ทำให้ลำน้ำหลวงเอ่อล้นกระทบหลายตำบล โครงการชลประทานนำกระสอบทรายเสริมแนวป้องกัน พร้อมเตือนยกของขึ้นที่สูง
ร้อยเอ็ด : เขื่อนร้อยเอ็ดต้องเปิดบานระบายน้ำรวมกว่า 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ส่งผลให้น้ำแม่น้ำชีเพิ่มสูง ขอให้ประชาชนสองฝั่งเฝ้าระวัง
มหาสารคาม : น้ำจากลำห้วยกุดเชียงสาเอ่อล้นท่วมพื้นที่การเกษตรใน อ.เมือง เขื่อนมหาสารคามมีน้ำเกินเก็บกักถึง 128% ต้องเดินเครื่องสูบน้ำเสริม
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือ โดยสามารถแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ที่
Line ID : @1784DDPM (“ปภ. รับแจ้งเหตุ 1784”)
สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามประกาศเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน THAI DISASTER ALERT