จากกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าว เรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงานด้านนโยบาย มีการพูดถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้น คือโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น
NBT Connext จะพาทุกคน ย้อนรอยทวนความทรงจำกับนโยบายโครงการคนละครึ่งกันอีกครั้ง
โครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ
สำหรับการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งจะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ การลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน และสำหรับร้านค้า โดยรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการอุดหนุนการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งและให้ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนละครึ่ง โดยรัฐจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า ในขณะที่ผู้ได้รับสิทธิจะต้องจ่ายเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐบาลกำหนดจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ คือ
1) มีบัตรประจำตัวประชาชน และมีสัญชาติไทย
2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3) ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้
รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการคนละครึ่งได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง .com/ และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า "เป๋าตัง" จากนั้นประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายกับภาครัฐแบบ 50:50 โดยรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายไม่เกินวันละ 150 บาท และวงเงินรวมสูงสุดไม่เกิน 3,000–3,500 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละเฟสของโครงการ ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องสมัครผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทย
แต่ก็มีขอบเขตการใช้จ่าย คือ สิทธิในโครงการครอบคลุมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการบางประเภท เช่น ร้านทำผม ร้านนวด แต่ไม่ครอบคลุมสินค้าต้องห้าม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสลากกินแบ่งรัฐบาล
การดำเนินงานแต่ละเฟส ตลอดช่วงปี 2563–2565 โครงการนี้ถูกขยายผลออกมาแล้วทั้งหมด 5 เฟส
เฟส 1 (ต.ค.–ธ.ค. 2563) รัฐสนับสนุนวงเงิน 3,000 บาท มีผู้ใช้สิทธิ 10 ล้านคน
เฟส 2 (ม.ค.–มี.ค. 2564) เพิ่มวงเงินเป็น 3,500 บาท และขยายสิทธิเป็น 15 ล้านคน
เฟส 3 (ก.ค.–ธ.ค. 2564) ขยายสิทธิเป็นกว่า 31 ล้านคน พร้อมเพิ่มวงเงินตามสถานการณ์
เฟส 4 (ก.พ.–เม.ย. 2565) สนับสนุนเพิ่มอีก 1,200 บาทต่อคน
เฟส 5 (ก.ย.–ต.ค. 2565) เพิ่มอีก 800 บาทต่อคน ก่อนสิ้นสุดโครงการ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า โครงการนี้มีส่วนช่วยให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัว และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังสร้างความคึกคักให้กับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศอีกด้วย
แม้โครงการ “คนละครึ่ง” จะสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2565 แต่ในปี 2568 รัฐบาลนายอนุทิน ได้มีการหยิบยกมาตรการโครงการคนละครึ่งขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมีแนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้า NBT connext จะมาอัปเดตข้อมูลกันให้ทราบต่อไป