(18 ส.ค. 2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน (DIT) ติดตามสถานการณ์ลำไยภาคเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งมาตรการบริหารจัดการผลผลิตลำไยพันธุ์อีดอ หลังผลผลิตกว่า 700,000 ตัน หรือ 63% ของผลผลิตทั้งปี ทยอยออกสู่ตลาดใน 8 จังหวัดภาคเหนือ
DIT เดินหน้าเชิงรุกตั้งแต่ต้นฤดูกาล ทั้งการกระจายผลผลิต เชื่อมโยงตลาดทั่วประเทศ สนับสนุนการแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งเพื่อส่งออก ลดความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และ “พาณิชย์พึ่งได้” ทั้งห้างค้าปลีก ตลาดกลางสินค้าเกษตร ผู้ส่งออก สมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้ง และภาคเอกชน รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้ามาซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกร
จากมาตรการดังกล่าว ทำให้ ราคาลำไยขยับขึ้นชัดเจน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2568 ลำไยสดช่อเกรด AA อยู่ที่ 27 บาท/กก. เกรด A อยู่ที่ 23 บาท/กก. ขณะที่ลำไยรูดร่วง เกรด AA 13 บาท/กก. และเกรด A 8 บาท/กก. สูงกว่าสัปดาห์ก่อน 4–5 บาท/กก. เกษตรกรส่วนใหญ่พอใจ
นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันราคาคือการรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยผ่านกิจกรรม “THAI FRUITS FESTIVAL 2025” ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งให้เกษตรกรนำลำไยไปจำหน่ายในชุมชนต่าง ๆ ตลอดเดือนสิงหาคม รวมถึงจัดหากล่องบรรจุภัณฑ์และตะกร้าให้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์
“ผลจากการบริหารจัดการและความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ทำให้ราคาลำไยอีดอปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าตามนโยบาย พาณิชย์พึ่งได้ และ ไทยช่วยไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ดูแลราคาสินค้าเกษตร และสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค” นายจตุพรย้ำ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายจตุพรยังได้นำคณะลงพื้นที่ภาคใต้ ตรวจติดตามศักยภาพการผลิตและส่งออก ทุเรียน โดยจุดแรกได้เยี่ยมชมบริษัท ห้องเย็นโชติวัฒน์หาดใหญ่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ที่ขยายธุรกิจสู่การผลิตทุเรียนแช่แข็งเต็มรูปแบบ ผ่านบริษัทในเครือ “ฟู้ด ฟิวเจอร์ จำกัด” โดยปีนี้รับซื้อทุเรียนกว่า 5,000 ตัน มีกำลังผลิต 100 ตันต่อวัน และสามารถเก็บรักษาได้ถึง 10,000 ตัน ตลาดหลักยังคงเป็นจีน พร้อมขยายสู่ตลาดใหม่ทั่วโลก
จากนั้นได้ลงพื้นที่ “ล้งโกชาน” จ.ยะลา จุดรับซื้อทุเรียนใหญ่ที่สุดของจังหวัด รับซื้อเฉลี่ยวันละ 180 ตัน หรือราว 7,000 ตันต่อปี โดยเฉพาะ “ทุเรียนสะเด็ดน้ำ” ของเบตง ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติหอมเฉพาะตัว และได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ
ในการพบปะชาวสวน นายจตุพรได้รับฟังปัญหาต้นทุนการผลิต พร้อมประกาศนำ “สินค้าธงเขียว” ราคาประหยัด มาช่วยลดภาระ และได้ประสานผู้ประกอบการให้ปรับราคารับซื้อทุเรียนในเบตงจาก 85 บาท เป็น 90 บาท/กก. ทันที โดยมีการเปลี่ยนป้ายราคา ณ จุดรับซื้อ ต่อหน้าชาวสวน
สำหรับการส่งออกทุเรียนไทย (ม.ค.–มิ.ย. 2568) มีปริมาณ 673,668 ตัน มูลค่า 2,918.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 70,802 ล้านบาท) ลดลง 2.67% จากปีก่อน โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีน (96.77%) รองลงมาคือฮ่องกงและมาเลเซีย แต่ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ มาเลเซีย (+1,984%), สหรัฐฯ (+150%) และไต้หวัน (+143%)