นายกฯ ย้ำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท “โปร่งใส-คุ้มค่า-ผลสำเร็จ” ประโยชน์สูงสุดเพื่อประเทศและประชาชน

(18 มิ.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม                         นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายก          รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี                ว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี                      นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
    นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนการประชุมว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเรื่องการขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพ สัดส่วนการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 
ก็อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน จึงจำเป็น
ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างโดยด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้ง โดยเครื่องมือ
ที่สำคัญในการแก้ปัญหาคือเงินงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่จำนวน 157,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงได้เสนอ "แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท" เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ได้ทยอยเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณมายังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง โดยมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว และนำมาเสนอในคณะกรรมการชุดนี้ร่วมกันพิจารณา
    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ขอให้ช่วยกันพิจารณาข้อเสนอโครงการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ อย่างรอบคอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะระเบียบปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงิน        การคลัง และ พ.ร.บ วิธีการงบประมาณ ให้รอบคอบ ตรวจสอบได้ และไม่เกิดการทุจริต เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดประโยชน์เต็มที่ต่อระบบเศรษฐกิจและพี่น้องประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป”
ที่ประชุมฯ รับทราบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เรื่องแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท รวมถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 - ครั้งที่ 9/2568
    ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผน
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท โดยมีมติที่ประชุมที่สำคัญ ดังนี้
1. รับทราบหลักเกณฑ์การพิจารณากลั่นกรองโครงการ/รายการ กระตุ้นเศรษฐกิจตามแผน
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท (ข้อเสนอโครงการฯ) 
2. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอโครงการฯ ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ (ตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 1)
3. มอบหมายให้กระทรวงการคลังนำเสนอภาพรวมข้อเสนอโครงการฯ ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
   
โครงการน้ำและคมนาคมได้รับการพิจารณาสูงสุด พร้อมใช้งบ 1.1 แสนล้าน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ  
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ให้ความเห็นชอบเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า (24 มิถุนายน 2568) โดยเป็นการพิจารณาโครงการฯ และหลักเกณฑ์ตามวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก รัฐบาลจึงจะใช้งบประมาณเพื่อเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งระยะสั้นและ
ระยะยาว โดยแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ยึดตามกติกา ระเบียบงบประมาณอย่างเคร่งครัด เพื่อใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าต้องใช้อย่างระมัดระวัง รอบคอบ และครอบคลุมทุกเรื่อง โดยสามารถกลั่นกรองการใช้งบประมาณได้ 110,000 ล้านบาทที่ยึดหลักความคุ้มค่า โดยคณะกรรมการ          ชุดใหญ่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ ดังนี้
1. การกระจายการลงทุนได้ทั่วประเทศ และระดับพื้นที่อำเภอในหลายจังหวัด
2. การกระจายเงินลงทุน โดยให้ผลลัพธ์สามารถช่วยจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจะได้รับแบ่งสัดส่วนของเงินในอัตราที่สูงกว่าจังหวัดที่มีรายได้ที่สูง 
3. พิจารณาการจ้างงานมีอัตราสูงขึ้นประมาณ 6 - 7 ล้านคน หรือคิดเป็นค่าจ้างประมาณ 30% ของงบประมาณ หรือ 30,000 ล้านบาท 
จากการพิจารณาของที่ประชุมฯ เห็นว่าโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์จึงให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับอีกครั้งว่า ทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการใช้งบประมาณ โครงการที่เสนอขอ และขอให้เจ้ากระทรวงฯ ของหน่วยงานที่สังกัด
ช่วยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด กรณีที่คิดว่าการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์สามารถขอระงับหรือไม่ใช้งบประมาณนี้ได้ หลังจากนี้จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมฯ ขึ้นมาอีกหนึ่งชุด เพื่อตรวจทานและติดตามให้โครงการเหล่านี้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 1 ส่วน ที่มีโครงการเสนอขอเข้ามาประมาณ
กว่า 40,000 ล้านบาท จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเพิ่มเติมโครงการในบางจุด
ที่อาจจะตกหล่นได้ 
สำหรับโครงการที่มีการเสนอขอเข้ามาเป็นจำนวนมากคือ โครงการน้ำที่มีหลายมิติ เช่น น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วม น้ำเพื่อการเกษตร และโครงการคมนาคม เช่น การก่อสร้างถนนเชื่อม
เมืองหลักสู่เมืองรอง และระบบความปลอดภัยของถนน รวมแล้วกว่า 70% โครงการด้านการท่องเที่ยว 10% และอื่น ๆ (กรณีกำแพงภาษีทรัมป์, โครงการเกี่ยวกับการศึกษา เป็นต้น) ทั้งนี้ การลงทุนโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจะทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจที่นักลงทุนอยากจะลงทุนมากขึ้น 
เกิดการลงทุนที่ดีและมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ 
ในระยะยาว
          นายพิชัย ระบุว่า “การใช้งบประมาณในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลางและต้องจัดทำงบประมาณผูกพันภายใน 30 กันยายน 2568 โดยใช้ไม่เกินระยะเวลา 1 ปี     พร้อมคาดว่า ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหากใช้ได้ทั้งหมดตามกรอบ 157,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.5 - 0.6 แต่หากดำเนินการได้ประมาณ 110,000 ล้านบาท จะช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.4 - 0.5”
(18 มิ.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม                         นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายก          รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี                ว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี                      นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
    นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนการประชุมว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเรื่องการขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพ สัดส่วนการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 
ก็อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน จึงจำเป็น
ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างโดยด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้ง โดยเครื่องมือ
ที่สำคัญในการแก้ปัญหาคือเงินงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่จำนวน 157,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงได้เสนอ "แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท" เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ได้ทยอยเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณมายังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง โดยมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว และนำมาเสนอในคณะกรรมการชุดนี้ร่วมกันพิจารณา
    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ขอให้ช่วยกันพิจารณาข้อเสนอโครงการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ อย่างรอบคอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะระเบียบปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงิน        การคลัง และ พ.ร.บ วิธีการงบประมาณ ให้รอบคอบ ตรวจสอบได้ และไม่เกิดการทุจริต เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดประโยชน์เต็มที่ต่อระบบเศรษฐกิจและพี่น้องประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป”
ที่ประชุมฯ รับทราบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เรื่องแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท รวมถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 - ครั้งที่ 9/2568
    ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผน
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท โดยมีมติที่ประชุมที่สำคัญ ดังนี้
1. รับทราบหลักเกณฑ์การพิจารณากลั่นกรองโครงการ/รายการ กระตุ้นเศรษฐกิจตามแผน
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท (ข้อเสนอโครงการฯ) 
2. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอโครงการฯ ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ (ตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 1)
3. มอบหมายให้กระทรวงการคลังนำเสนอภาพรวมข้อเสนอโครงการฯ ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
   
โครงการน้ำและคมนาคมได้รับการพิจารณาสูงสุด พร้อมใช้งบ 1.1 แสนล้าน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ  
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ให้ความเห็นชอบเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า (24 มิถุนายน 2568) โดยเป็นการพิจารณาโครงการฯ และหลักเกณฑ์ตามวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก รัฐบาลจึงจะใช้งบประมาณเพื่อเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งระยะสั้นและ
ระยะยาว โดยแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ยึดตามกติกา ระเบียบงบประมาณอย่างเคร่งครัด เพื่อใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าต้องใช้อย่างระมัดระวัง รอบคอบ และครอบคลุมทุกเรื่อง โดยสามารถกลั่นกรองการใช้งบประมาณได้ 110,000 ล้านบาทที่ยึดหลักความคุ้มค่า โดยคณะกรรมการ          ชุดใหญ่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ ดังนี้
1. การกระจายการลงทุนได้ทั่วประเทศ และระดับพื้นที่อำเภอในหลายจังหวัด
2. การกระจายเงินลงทุน โดยให้ผลลัพธ์สามารถช่วยจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจะได้รับแบ่งสัดส่วนของเงินในอัตราที่สูงกว่าจังหวัดที่มีรายได้ที่สูง 
3. พิจารณาการจ้างงานมีอัตราสูงขึ้นประมาณ 6 - 7 ล้านคน หรือคิดเป็นค่าจ้างประมาณ 30% ของงบประมาณ หรือ 30,000 ล้านบาท 
จากการพิจารณาของที่ประชุมฯ เห็นว่าโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์จึงให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับอีกครั้งว่า ทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการใช้งบประมาณ โครงการที่เสนอขอ และขอให้เจ้ากระทรวงฯ ของหน่วยงานที่สังกัด
ช่วยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด กรณีที่คิดว่าการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์สามารถขอระงับหรือไม่ใช้งบประมาณนี้ได้ หลังจากนี้จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมฯ ขึ้นมาอีกหนึ่งชุด เพื่อตรวจทานและติดตามให้โครงการเหล่านี้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 1 ส่วน ที่มีโครงการเสนอขอเข้ามาประมาณ
กว่า 40,000 ล้านบาท จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเพิ่มเติมโครงการในบางจุด
ที่อาจจะตกหล่นได้ 
สำหรับโครงการที่มีการเสนอขอเข้ามาเป็นจำนวนมากคือ โครงการน้ำที่มีหลายมิติ เช่น น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วม น้ำเพื่อการเกษตร และโครงการคมนาคม เช่น การก่อสร้างถนนเชื่อม
เมืองหลักสู่เมืองรอง และระบบความปลอดภัยของถนน รวมแล้วกว่า 70% โครงการด้านการท่องเที่ยว 10% และอื่น ๆ (กรณีกำแพงภาษีทรัมป์, โครงการเกี่ยวกับการศึกษา เป็นต้น) ทั้งนี้ การลงทุนโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจะทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจที่นักลงทุนอยากจะลงทุนมากขึ้น 
เกิดการลงทุนที่ดีและมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ 
ในระยะยาว
          นายพิชัย ระบุว่า “การใช้งบประมาณในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลางและต้องจัดทำงบประมาณผูกพันภายใน 30 กันยายน 2568 โดยใช้ไม่เกินระยะเวลา 1 ปี     พร้อมคาดว่า ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหากใช้ได้ทั้งหมดตามกรอบ 157,000 ล้านบาท จะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.5 - 0.6 แต่หากดำเนินการได้ประมาณ 110,000 ล้านบาท จะช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.4 - 0.5”
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar