(11 มิ.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์
การคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ณ โรงพยาบาลกาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ พบว่าขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายขึ้นมาก รัฐบาลได้สั่งการให้สนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรี ขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนทุกจังหวัดและแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้รายงานความคืบหน้า และสถานการณ์ในพื้นที่ที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลเรื่องสถานที่หลบภัย ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจให้มีความพร้อม
ขณะที่พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รายงานการเตรียมความพร้อมในทุกมิติทั้งการดูแลประชาชนในพื้นที่และด้านความมั่นคง ซึ่งจากการหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการทั้งไทยและกัมพูชาเห็นร่วมกันเรื่องสันติภาพ โดยเฉพาะประเทศไทยไม่ต้องการความรุนแรงโดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานหน้างานเป็นหลัก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กระทรวงมหาดไทยเทียบ “เป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว” ขอให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมในแต่ละจังหวัดทำงานร่วมกันประสานกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างตามแนวชายแดน รวมถึงสำรวจความปลอดภัยในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หลบภัย รวมถึงปัจจัย 4
มีอย่างพอเพียงหรือไม่
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลจะพยายามทำอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด ขอขอบคุณทุกคน ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันรักษาความสงบสุข รัฐบาลพร้อมให้การดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ยืนยันจุดยืนคือต้องการรักษาสันติภาพ ส่วนเรื่องรายละเอียดในการหารือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ต้องแก้ไขไปทีละเรื่อง
นายกฯ สั่งการแม่ทัพภาค 2 สรุปเรื่องเวลาเปิด-ปิดด่าน หลังจากทั้ง 2 ประเทศกำหนดเวลาเปิด-ปิดไม่ตรงกัน ทำให้เสียโอกาสในการค้าขาย
หลังจากประชุมกับทุกส่วนราชการแล้ว นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้แม่ทัพภาคที่ 2 หารือกับกัมพูชาเรื่องเวลาเปิด-ปิดด่านที่ไม่ตรงกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าขายผ่านชายแดน จากนั้น ได้ออกเดินทางต่อไปที่ด่านพรมแดนศุลกากร จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านสกล หมู่ 8 ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมสถานที่หลบภัยที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และความปลอดภัยของบังเกอร์และสถานที่หลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแล สนับสนุนประชาชนอย่างเต็มที่
สำหรับจังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่ชายแดนยาว 125 กิโลเมตร ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ บัวเชด สังขะ กาบเชิง และพนมดงรัก มีจุดผ่านแดนถาวร 1 แห่ง คือ ช่องจอม และช่องทางธรรมชาติ 54 ช่อง โดยพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ได้แก่ บริเวณปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนโต๊ดจากการประเมิน หากเกิดเหตุสู้รบ อาจส่งผลกระทบต่อ 287 หมู่บ้าน ใน 22 ตำบล 4 อำเภอ มีประชาชนกว่า 144,000 คนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ปัจจุบันมีหลุมหลบภัย 224 แห่ง แต่บางส่วนชำรุดและไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงเร่งซ่อมแซมและจัดสร้างเพิ่มเติม พร้อมขอความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนร่วมบริจาควัสดุจำเป็น
ด้านแผนอพยพ จังหวัดสุรินทร์ได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว 65 แห่ง สำหรับรองรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมย้ายโรงพยาบาลพนมดงรัก และโรงพยาบาลกาบเชิง เป็นโรงพยาบาลสนามหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ในส่วนของงบประมาณ สามารถใช้งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเงินทดรองราชการช่วยเหลือได้ทันที แบ่งเป็นงบเชิงป้องกัน 10 ล้านบาท และกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน 20 ล้านบาท หากไม่เพียงพอจะของบสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนกลางต่อไป
“มาริษ” มอบนโยบาย ประธาน JBC เจรจากัมพูชา 14 มิ.ย. นี้ ย้ำยึดมั่นอธิปไตยประเทศ ไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้ว
(11 มิ.ย. 68) นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC: Joint Boundary Commission) ฝ่ายไทย โดยระบุว่า ได้มอบนโยบายแก่ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธาน JBC และอดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ก่อนมีการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยได้ย้ำว่าการเจรจาต้องยึดมั่นในอธิปไตยของประเทศไทย และจะไม่ยอมให้ไทยสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้ว พร้อมขอบคุณฝ่ายทหารที่สามารถลดระดับการเผชิญหน้าบริเวณชายแดนลงได้ และเสนอให้ใช้พื้นที่พิพาทเป็น “เขตร่วมอยู่ร่วมกันโดยสันติ” เพื่อลดความตึงเครียดอย่างยั่งยืน
สำหรับกลไกในการเจรจา 2 ฝ่ายทั้ง 3 กลไก ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และอยากให้ทั้งหมดนี้ต่อยอดขยายผลจากที่ทางฝ่ายทหารได้ทำไปแล้ว และอยากให้เป็นพื้นที่ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ย้ำมาตลอด
การประชุม JBC ในวันที่ 14 มิ.ย. 68 นี้ คาดหวังให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในเรื่องของเส้นเขตแดนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนร่วมกัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่องเขตแดน และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกันกลไกทางการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศใช้ก็ส่งเสริมหรือช่วยเหลือให้การเจรจาของ ฝ่ายทหารบรรลุผลได้เป็นอย่างดี ดังนั้นที่ผ่านมาได้ใช้กลไกที่ถูกต้องคือการหารือทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาจนกระทั่งสามารถลดความตึงเครียดในบริเวณพื้นที่ที่มีการกระทบกระทั่งกันจนเป็นการลดการเผชิญหน้ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริเวณที่มีพื้นที่ไม่ชัดเจนเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และไม่ก่อให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันอีก
ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพไทยมีศักยภาพที่จะบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ที่มีการกระทบกระทั่งกันได้อย่างดีที่สุด ขณะเดียวกันการใช้นโยบายการต่างประเทศหรือนโยบายการทูตจะมุ่งเน้นไปในเรื่องของการส่งเสริมให้มีมาตรการทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านการปฏิบัติทางด้านการทหาร และมาตรการทางการทูตสอดรับกัน สามารถที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศและทำให้การใช้กลไกในการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี